Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2531 (ref. 62000)

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้ให้เหตุผลว่า เหตุใดฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(6) และมาตรา 223และฎีกาของจำเลยก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดี และเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 16 แผ่นที่ 2)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 มาตรา 28,29,30,35,36,57,70,75 ฯลฯประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ฯลฯ ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 75ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 110 กระทง รวมจำคุก 110 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 55 ปี แต่เนื่องจากความผิดทุกกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) ให้ลงโทษจำคุกทั้งสิ้นไม่เกิน 10 ปีจึงลงโทษจำคุก 10 ปี ฯลฯจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 15)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 16 แผ่นที่ 2)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาจำเลยว่า ศาลชั้นต้นมิได้ให้เหตุผลไว้ว่าเหตุใดฎีกาจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 186(6),223 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลไว้ว่าเหตุใดจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อที่ว่าฟ้องโจทก์เห็นได้ชัดว่าการกระทำของจำเลยมีเพียงเจตนาเดียวที่ดำเนินกิจการบริษัทเงินทุนเยาวราช จำกัด ด้วยความไม่สามารถ จึงเป็นการขัดต่อกฎหมายต่าง ๆ แม้จะต่างวาระกันก็เป็นการต่อเนื่องกัน ถือได้ว่าเป็นกรรมเดียวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษถึง 110 กระทง จึงเป็นการคลาดเคลื่อนก็ดี และในข้อที่ว่าคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้เรียงกระทงลงโทษจำเลย ทั้งมิได้ขอให้นับโทษติดต่อกันไปด้วย ฟ้องจึงไม่สมบูรณ์ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษทุกกรรม และการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ศาลไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยหลายกระทงได้และไม่มีอำนาจเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91เป็นฎีกาในข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขอให้รับฎีกาของจำเลยนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจฎีกาของจำเลยแล้วจำเลยฎีกาเพียงว่าศาลชอบที่จะลงโทษจำเลยในสถานเบาที่สุดเพราะจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ และรอการลงโทษให้จำเลยจึงจะชอบด้วยเหตุผลตามกฎหมายและว่าคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ระบุชัดแจ้ง เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยมีความผิดตามกฎหมายและขอให้ลงโทษมาลอย ๆ จำเลยควรได้รับการลงโทษสถานเบาคือเพียงไม่เกิน3 ปี จำเลยรับสารภาพ ควรได้ลดกึ่งหนึ่ง เหลือ 1 ปี 6 เดือนเมื่อโทษไม่เกิน 2 ปี ควรได้รับการรอการลงโทษไว้ก่อนเท่านั้นข้อที่จำเลยยกขึ้นกล่าวในอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ ล้วนเป็นข้อที่ไม่มีในฟ้องฎีกา เป็นข้อที่จำเลยยกขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้นเป็นคนละเรื่องกับที่จำเลยกล่าวในฟ้องฎีกา ศาลฎีกาไม่รับพิจารณาคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1774/2531พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นายสุพจน์ เดชสกุลธรจำเลยนายสุพจน์ เดชสกุลธร จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 186, ม. 195ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้ให้เหตุผลว่า เหตุใดฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(6) และมาตรา 223และฎีกาของจำเลยก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดี และเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 16 แผ่นที่ 2)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 มาตรา 28,29,30,35,36,57,70,75 ฯลฯประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ฯลฯ

ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 75ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 110 กระทง รวมจำคุก 110 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 55 ปี แต่เนื่องจากความผิดทุกกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) ให้ลงโทษจำคุกทั้งสิ้นไม่เกิน 10 ปีจึงลงโทษจำคุก 10 ปี ฯลฯจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 15)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 16 แผ่นที่ 2)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาจำเลยว่า ศาลชั้นต้นมิได้ให้เหตุผลไว้ว่าเหตุใดฎีกาจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 186(6),223 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่า

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลไว้ว่าเหตุใดจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อที่ว่าฟ้องโจทก์เห็นได้ชัดว่าการกระทำของจำเลยมีเพียงเจตนาเดียวที่ดำเนินกิจการบริษัทเงินทุนเยาวราช จำกัด ด้วยความไม่สามารถ จึงเป็นการขัดต่อกฎหมายต่าง ๆ แม้จะต่างวาระกันก็เป็นการต่อเนื่องกัน ถือได้ว่าเป็นกรรมเดียวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษถึง 110 กระทง จึงเป็นการคลาดเคลื่อนก็ดี และในข้อที่ว่าคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้เรียงกระทงลงโทษจำเลย ทั้งมิได้ขอให้นับโทษติดต่อกันไปด้วย

ฟ้องจึงไม่สมบูรณ์ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษทุกกรรม และการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ศาลไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยหลายกระทงได้และไม่มีอำนาจเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91เป็นฎีกาในข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขอให้รับฎีกาของจำเลยนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจฎีกาของจำเลยแล้ว

จำเลยฎีกาเพียงว่าศาลชอบที่จะลงโทษจำเลยในสถานเบาที่สุดเพราะจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ และรอการลงโทษให้จำเลยจึงจะชอบด้วยเหตุผลตามกฎหมายและว่าคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ระบุชัดแจ้ง เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยมีความผิดตามกฎหมายและขอให้ลงโทษมาลอย ๆ จำเลยควรได้รับการลงโทษสถานเบาคือเพียงไม่เกิน3 ปี จำเลยรับสารภาพ ควรได้ลดกึ่งหนึ่ง เหลือ 1 ปี 6 เดือนเมื่อโทษไม่เกิน 2 ปี ควรได้รับการรอการลงโทษไว้ก่อนเท่านั้นข้อที่จำเลยยกขึ้นกล่าวในอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ ล้วนเป็นข้อที่ไม่มีในฟ้องฎีกา เป็นข้อที่จำเลยยกขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้นเป็นคนละเรื่องกับที่จำเลยกล่าวในฟ้องฎีกา ศาลฎีกาไม่รับพิจารณาคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
วีระชัย สูตรสุวรรณ · ปชา วรธรรมพินิจ · เสียง ตรีวิมล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up