Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2529 (ref. 60558)

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรกไม่เกิน 5 ปีกระทงที่สองไม่เกิน 1 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 มาตรา 219 ฯลฯจำเลยที่ 1 อ้างว่าฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เนื้อหาสาระสำคัญในฎีกา เป็นฎีกาเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าการวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานของศาลผิดไปจากข้อเท็จจริงที่นำสืบในสำนวน ชอบหรือไม่หาเป็นฎีกาเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลไม่ นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังฎีกาอีกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เพราะจำเลยได้จัดส่งผู้เสียหายทั้งสองไปรออยู่เพื่อไปประเทศมาเลเซียจริง แต่ผู้เสียหายเห็นว่าหากได้งานทำ จะได้ค่าแรงต่ำ จึงพากันกลับกรุงเทพมหานครเองจึงหามีการหลอกลวงไม่ เพราะขาดองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงและปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่นี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ซึ่งศาลชั้นต้นหาได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยไม่โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 วรรคแรก,83 กระทงหนึ่ง จำคุก 5 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 1 เดือน ฯลฯ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ฯลฯศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ให้จำคุก 5 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27อีกกระทงหนึ่งให้จำคุก 1 เดือน รวม 2 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 5 ปี 1 เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 22,000 บาทแก่นายเอี่ยมไชยสิงห์และคืนเงิน15,000บาทแก่นายสมจิตรไชยชาติ ผู้เสียหายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 97)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 101)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันให้จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรกกำหนด 5 ปี กระทงที่สองกำหนด 1 เดือนคดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และมาตรา 219 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ผิดไปจากข้อเท็จจริงที่นำสืบในสำนวน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย เห็นว่าข้อความในฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดเป็นการคัดค้านการใช้ดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำร้องข้อต่อไปของจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามฟ้องเพราะจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1ผิดสัญญาไม่ปฏิบัติชำระหนี้ทางแพ่งเท่านั้น จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย เห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกเช่นกัน ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1704/2529พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์จ่าสิบเอกสมเดช บุญสวัสดิ์ กับพวกจำเลยจ่าสิบเอกสมเดช บุญสวัสดิ์ จำเลยที่ 1ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรกไม่เกิน 5 ปีกระทงที่สองไม่เกิน 1 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 มาตรา 219 ฯลฯจำเลยที่ 1 อ้างว่าฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เนื้อหาสาระสำคัญในฎีกา เป็นฎีกาเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 เห็นว่า

ฎีกาของจำเลยที่ว่าการวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานของศาลผิดไปจากข้อเท็จจริงที่นำสืบในสำนวน ชอบหรือไม่หาเป็นฎีกาเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลไม่ นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังฎีกาอีกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เพราะจำเลยได้จัดส่งผู้เสียหายทั้งสองไปรออยู่เพื่อไปประเทศมาเลเซียจริง แต่ผู้เสียหายเห็นว่าหากได้งานทำ จะได้ค่าแรงต่ำ จึงพากันกลับกรุงเทพมหานครเองจึงหามีการหลอกลวงไม่ เพราะขาดองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงและปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่นี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ก็ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ซึ่งศาลชั้นต้นหาได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยไม่โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 วรรคแรก,83 กระทงหนึ่ง จำคุก 5 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 1 เดือน ฯลฯ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ฯลฯศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ให้จำคุก 5 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27อีกกระทงหนึ่งให้จำคุก 1 เดือน รวม 2 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 5 ปี 1 เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 22,000 บาทแก่นายเอี่ยมไชยสิงห์และคืนเงิน15,000บาทแก่นายสมจิตรไชยชาติ ผู้เสียหายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 97)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 101)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันให้จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรกกำหนด 5 ปี กระทงที่สองกำหนด 1 เดือนคดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และมาตรา 219 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ผิดไปจากข้อเท็จจริงที่นำสืบในสำนวน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย เห็นว่าข้อความในฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดเป็นการคัดค้านการใช้ดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คำร้องข้อต่อไปของจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามฟ้องเพราะจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1ผิดสัญญาไม่ปฏิบัติชำระหนี้ทางแพ่งเท่านั้น จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย เห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกเช่นกัน ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1

Matter details

Panel of judges
อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up