Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2536 (ref. 56439)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ฎีกาของจำเลยที่ 3 แล้วเห็นว่า ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงปรากฎว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 เห็นว่า ฎีกาข้อ 3 ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 และ ฎีกาข้อ 5 ที่ว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คนร้ายไม่ได้รับเงินแต่ถูกจับเสียก่อน จึงเป็นการกระทำเพียงฐานพยายามไม่เป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 และมาตรา 149 นั้นล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น ประกอบกับผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะฎีกาข้อ 2 และข้อ 4 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาข้อ 3 และข้อ 5 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งรับฎีกาข้อ 3 และข้อ 5 ของจำเลยที่ 3 ด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1, ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,86 จำคุกคนละ 5 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 คนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำคุก 5 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก5 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 3 รับสารภาพลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 106 แผ่นที่ 2)จำเลยที่ 3 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 110)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อ 3 ว่า จำเลยที่ 3ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดและฎีกาในข้อ 5 ว่า คนร้ายไม่ได้รับเงินแต่ถูกจับเสียก่อน เป็นการกระทำเพียงฐานพยายามไม่เป็นความผิดสำเร็จนั้นล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามฎีกา ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2123/2536พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่โจทก์นายปรีดา แสนเขื่อน กับพวกจำเลยจ่าสิบตำรวจสุนันท์ เส็งระกา จำเลยที่ 3ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ฎีกาของจำเลยที่ 3 แล้วเห็นว่า ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงปรากฎว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 เห็นว่า ฎีกาข้อ 3 ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 และ ฎีกาข้อ 5 ที่ว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คนร้ายไม่ได้รับเงินแต่ถูกจับเสียก่อน จึงเป็นการกระทำเพียงฐานพยายามไม่เป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 และมาตรา 149 นั้นล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น

ประกอบกับผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะฎีกาข้อ 2 และข้อ 4 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาข้อ 3 และข้อ 5 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งรับฎีกาข้อ 3 และข้อ 5 ของจำเลยที่ 3 ด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1, ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,86 จำคุกคนละ 5 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 คนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำคุก 5 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก5 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 3 รับสารภาพลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 106 แผ่นที่ 2)จำเลยที่ 3 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 110)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2

Result

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อ 3 ว่า จำเลยที่ 3ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดและฎีกาในข้อ 5 ว่า คนร้ายไม่ได้รับเงินแต่ถูกจับเสียก่อน เป็นการกระทำเพียงฐานพยายามไม่เป็นความผิดสำเร็จนั้นล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามฎีกา ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
สมภพ โชติกวณิชย์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · ประยูร มูลศาสตร์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

Supreme Court Judgment No. 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

Supreme Court Judgment No. 715/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโ…

Supreme Court Judgment No. 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

Supreme Court Judgment No. 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up