คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2527 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์อีก 2,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,709,000 บาท ค่าจ้างที่ค้าง 2,000 บาท และค่าชดเชย 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยให้โจทก์ทดลองงานเป็นเวลา 3 เดือน ตามข้อบังคับ โจทก์ไม่เอาใจใส่ปฏิบัติหน้าที่ เกียจคร้าน หย่อนความสามารถ ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาทดลองงาน
ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมค่าเสียหายโจทก์กำหนดขึ้นเองอย่างเลื่อนลอย ส่วนค่าจ้าง 2,000 บาท นั้น จำเลยหักเป็นค่าดอกเบี้ยที่โจทก์ค้างชำระเงินค่าหุ้น จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างทดลองงาน ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายและค่าชดเชย ส่วนที่จำเลยหักค่าจ้างโจทก์ไว้ 2,000 บาท มิใช่หนี้ที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างจำเลยจะหักไม่ได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้าง 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามหนังสือของจำเลยตามเอกสารหมายจ.2 นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยแสดงเจตนาโดยเฉพาะเจาะจงถึงการให้โจทก์มาทำงานกับจำเลยตามตำแหน่งและอัตราเงินเดือนที่แน่นอน
หนังสือตามเอกสารหมาย จ.2 ดังกล่าวจึงเป็นคำเสนอของจำเลยที่มีต่อโจทก์แล้ว ส่วนข้อความตอนท้ายของเอกสารหมาย จ.2ที่ว่า จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณานั้น ก็เป็นการให้โอกาสโจทก์ที่จะมีคำสนองต่อหรือไม่เมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยแล้วจึงเป็นคำสนองของโจทก์ แต่การที่ต่อมาโจทก์ได้ทำใบสมัครกับจำเลยโดยกำหนดให้โจทก์ทดลองปฏบัติงานเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขขึ้นใหม่ โดยโจทก์มิได้ทักท้วงแต่อย่างใด เช่นนี้จึงมีผลเป็นว่าโจทก์จำเลยได้มีข้อตกลงกันใหม่โดยยกเลิกข้อตกลงเดิมนั้นแล้ว โจทก์จึงต้องถูกผูกพันตามข้อตกลงใหม่ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของจำลย และโจทก์จะดำรงตำแหน่งใดในบริษัทจำเลยก็ตาม โจทก์ก็ยังคงมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานคนหนึ่ง
หาใช่ว่าตำแหน่งที่โจทก์ดำรงอยู่เป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชาแล้วจะมิใช่พนักงานของจำเลยไม่ผู้ที่ไม่ต้องทดลองงานตามคำเบิกความของนายแพทย์รุ่งเรือง ได้แก่กรรมการของบริษัทจำเลยที่ทำงานในโรงพยาบาลด้วยนั้น ต้องมีความหมายเป็นว่าได้แก่กรรมการของบริษัทซึ่งมีอำนาจจัดการตามข้อบังคับของบริษัทโดยอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 และกรรมการผู้นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่อื่นเช่นพนักงานคนหนึ่งของบริษัทจำเลยด้วย กรณีเช่นนี้บุคคลผู้นั้นก็ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับโดยต้องทดลองปฏิบัติงานอีกเท่านั้น แต่กรณีของโจทก์โจทก์มิได้เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยด้วย แต่โจทก์เป็นเพียงพนักงานคนหนึ่ง เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขโดยดจทกืมิได้ทักท้วง
โจทก์ก็ต้องผ่านการทดลองปฏิบัติงานตามข้อตกลงใหม่นี้ด้วยที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกำหนดเงื่อนไขนั้น ได้มีการเพิ่มเติมเงื่อนไขดังกล่าวลงไว้ในใบสมัครงาน โดยนายแพทย์สมศักดิ์เป็นผู้เขียนเพิ่มเติมโดยพลการและได้กระทำลับหลังโจทก์อันเป็นการปลอมเอกสาร และนายแพทย์สมศักดิ์เบิกความกลับไปกลับมาบิดเบือนความจริงหลายประการ การกำหนดเงื่อนไขจึงเป็นการกระทำขึ้นภายหลังฝ่ายเดียว โจทก์จำเลยไม่เคยตกลงเงื่อนไขดังกล่าวต่อกันจึงไม่มีผลบังคับเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเมื่อฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย โดยอยู่ในระยะเวลาทดลองปฏิบัติงานเป็นเวลา 3 เดือน จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างทดลองปฏิบัติงานได้โดยโจทก์จะอ้างงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมมิได้พิพากษายืน