Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4114/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86 เบญจเจ้าพนักงานประเมินจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด คำวินิจฉัยคำคัดค้านของอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะถึงที่สุดตามมาตรา 86 เบญจ วรรคสอง การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้า โดยอ้างเหตุว่าเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำของโจทก์มิชอบตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด คำวินิจฉัยคำคัดค้านของอธิบดีกรมสรรพากรจึงไม่ถึงที่สุด โจทก์มีอำนาจฟ้องได้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดรายรับขั้นต่ำ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้าได้กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าแจ้งรายจ่ายด้วยแบบ ภ.ค.45 ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันได้รับแบบ ภ.ค.45 แสดงว่า ก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86 เบญจได้นั้น เจ้าพนักงานจะต้องส่งแบบ ภ.ค.45 ให้ผู้ประกอบการค้าก่อนเพื่อให้ผู้ประกอบการค้าแจ้งรายจ่ายตามแบบดังกล่าว ดังนั้น การที่สรรพากรเขตส่งแบบ ภ.ค.45 ไปให้โจทก์ แต่หนังสือไม่ถึงโจทก์เพราะระบุบ้านเลขที่ผิด ย่อมเห็นได้ว่าเจ้าพนักงานยังมิได้ส่งแบบ ภ.ค.45 ให้โจทก์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า การใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำของเจ้าพนักงานประเมินครั้งที่พิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย.

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 55 ป.รัษฎากร Section 86 ป.รัษฎากร Section 87

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ถูกกำหนดรายรับขั้นต่ำโดยแจ้งเป็นหนังสือของสำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 4 ที่ กค. 0824/9547ลงวันที่ 21 เมษายน 2530 ให้โจทก์ยื่นรายการการค้ามีรายรับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 19,600 บาท สำหรับรายรับตั้งแต่เดือนเมษายน2530 เป็นต้นไปสำหรับการให้เช่าวีดีโอเทป ซึ่งเป็นการค้าประเภท 5ชนิด 1 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า และโจทก์ได้จดทะเบียนการค้าประเภทดังกล่าวไว้กับสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ 4 แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2532 จำเลยที่ 4 ในฐานะเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือที่ กค. 0824/10436 ลงวันที่ 30มิถุนายน 2532 แจ้งกำหนดรายรับขั้นต่ำต่อเดือนเป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 38,520 บาท และสั่งให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าเพื่อเสียภาษีการค้าของโจทก์เป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยที่ 4 กำหนด

ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2532 เป็นต้นไปโจทก์เห็นว่าการกำหนดรายรับขั้นต่ำของจำเลยที่ 4 ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 38)ลงวันที่ 4 เมษายน 2529 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 44)ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2530 ซึ่งออกตามมาตรา 86 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากรกล่าวคือ เจ้าพนักงานประเมินไม่เคยส่งแบบ ภ.ค.45 ให้โจทก์แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับรายจ่ายอันเป็นปัจจัยก่อให้เกิดมูลค่าของการให้บริการของโจทก์ ซึ่งเป็นฐานหรือข้อมูลที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ในการกำหนดรายรับขั้นต่ำ เจ้าพนักงานประเมินไม่เคยออกไปตรวจสอบคุมรายรับตามความในข้อ 4. และเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ใช้อำนาจตาม ข้อ 4.(1) (ก) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว ซึ่งหากเจ้าพนักงานประเมินดำเนินการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเช่นว่านั้น แล้วจะมีอำนาจเพียงกำหนดรายรับเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายรับขั้นต้นที่กำหนดไว้เดิม

ดังนั้นการปฏิบัติของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงได้ยื่นคำคัดค้านการกำหนดรายรับขั้นต่ำต่ออธิบดีกรมสรรพากร ต่อมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2532 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยคำคัดค้านการกำหนดรายรับขั้นต่ำให้โจทก์ยื่นยอดรายรับขั้นต่ำที่กำหนดเดือนละ 38,520 บาทเช่นเดิม โดยให้เหตุผลว่าการกำหนดรายรับขั้นต่ำของเจ้าพนักงานประเมินได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้าแล้ว ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าตามหนังสือการกำหนดรายรับขั้นต่ำสำหรับเดือนภาษีของผู้ประกอบการค้าที่ กค. 0824/10436 ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2532 และหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยคำคัดค้านการกำหนดรายรับขั้นต่ำที่

กค. 0810/13199ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2532 หรือมีคำสั่งแสดงว่าหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มีผลบังคับต่อโจทก์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าโดยการให้เช่าวีดีโอเทป ซึ่งเป็นการค้าประเภท 5 ชนิด 1(ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ตามประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์แจ้งรายจ่ายสำหรับการประกอบการค้าของโจทก์ระหว่างเดือนธันวาคม 2529 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2530 เพื่อกำหนดรายรับของโจทก์ตามมาตรา 86 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายจ่ายสำหรับผู้ประกอบการค้า (ภ.ค. 45) สำหรับเดือนธันวาคม 2529 เดือนกุมภาพันธ์ 2530 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงได้คำนวณรายรับขั้นต่ำของโจทก์ โดยนำรายจ่ายที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดมูลค่าของบริการที่ให้นั้นรวมกันแล้วเฉลี่ยหนึ่งเดือนจากยอดรายจ่ายสามเดือน

กำหนดรายรับขั้นต่ำบวกด้วยกำไรขั้นต้นตามที่กำหนดไว้ท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 38) ลงวันที่ 4 เมษายน 2529 ข้อ 3(ก) ซึ่งกำหนดกำไรขั้นต้นร้อยละ 80 ของรายจ่าย และได้แจ้งการกำหนดรายรับขั้นต่ำครั้งแรกให้โจทก์ทราบ โดยให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2530 เป็นต้นไป ต่อมาเมื่อรายรับขั้นต่ำตามที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ชำระครบกำหนดเวลา 24 เดือนแล้ว เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงได้มีหนังสือถึงโจทก์ ให้โจทก์แจ้งรายจ่ายสำหรับผู้ประกอบการค้า(ภ.ค.45) แต่ปรากฏว่าส่งเอกสารดังกล่าวให้โจทก์ไม่ได้ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงได้มีหนังสือแจ้งให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์นำเอกสารต่าง

ๆ พร้อมสำเนา ภ.ค.40 หรือใบเสร็จรับชำระภาษีการค้าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2531 บัญชีเงินสดและเอกสารประกอบการลงบัญชีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2531 ไปพบเจ้าพนักงานประเมินเพื่อพิจารณากำหนดรายรับของโจทก์ แต่เมื่อครบกำหนดนัดผู้แทนของโจทก์ไม่ไปพบเจ้าพนักงานประเมินจึงได้ทำการพิจารณาขออนุมัติกำหนดรายรับขั้นต่ำของโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เมื่อผู้บังคับบัญชาอนุมัติแล้วเจ้าพนักงานประเมินจำเลยที่ 4 จึงได้มีหนังสือแจ้งการกำหนดรายรับขั้นต่ำครั้งที่สองและครั้งต่อไป (ภ.ค.51) ให้โจทก์ทราบ การกำหนดรายรับขั้นต่ำของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว หลังจากโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการกำหนดรายรับขั้นต่ำ โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการกำหนดรายรับขั้นต่ำ

ขอเพิกถอนการกำหนดรายรับขั้นต่ำของเจ้าพนักงานประเมินหรือให้เพิ่มยอดร้อยละ 20 จากยอดรายรับขั้นต่ำเติม คณะกรรมการพิจารณาการกำหนดรายรับขั้นต่ำได้พิจารณาแล้วคงยืนยอดรายรับขั้นต่ำที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดและจำเลยที่ 3 ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 2 ได้แจ้งผลการวินิจฉัยคำคัดค้านการกำหนดรายรับขั้นต่ำให้โจทก์ทราบภายในกำหนด 90 วันนับแต่วันได้รับคำคัดค้านของโจทก์แล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด ตามนัยมาตรา 86 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าตามหนังสือการกำหนดรายรับขั้นต่ำสำหรับเดือนภาษีของผู้ประกอบการค้าที่ 0824/10436 ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2532 และหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยคำคัดค้านการกำหนดรายรับขั้นต่ำที่ 0810/13199ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2532จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ประกอบการค้าให้เช่าวีดีโอเทป ซึ่งเป็นการประกอบการค้าประเภท 5 ชนิด 1(ก) จำเลยที่ 1 เคยกำหนดรายรับขั้นต่ำครั้งแรกเป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าเดือนละ 19,600 บาท เริ่มแต่เดือนเมษายน2530 เป็นต้นไป เมื่อรายรับขั้นต่ำตามที่กำหนดครบ 24 เดือนแล้วเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 เมษายน 2532ถึงโจทก์ ให้แจ้งรายจ่ายสำหรับผู้ประกอบการค้า (ภ.ค.45) โดยส่งทางไปรษณีย์แต่ส่งให้โจทก์ไม่ได้เพราะระบุสถานที่อยู่ของโจทก์ผิดพลาดหนังสือดังกล่าวจึงได้ส่งกลับคืนไปยังจำเลยที่ 1 ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 แจ้งให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์ไปพบ และให้นำเอกสารต่าง

ๆ พร้อมสำเนา ภ.ค.40 หรือใบเสร็จรับเงินค่าภาษีการค้าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2531 ถึงปัจจุบัน บัญชีเงินสดและเอกสารประกอบการลงบัญชีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2532 ถึงปัจจุบัน ตัวแทนโจทก์ไม่ได้ไปพบตามกำหนด เจ้าพนักงานประเมินจึงพิจารณากำหนดรายรับขั้นต่ำโดยคำนวณรายจ่ายจากแบบสำรวจกิจการให้เช่าทรัพย์สินที่ผู้แทนโจทก์เคยให้ข้อมูลไว้ก่อน โดยกำหนดรายรับขั้นต่ำเดือนละ 38,520 บาทแล้วแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน คณะกรรมการที่จำเลยที่ 1แต่งตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า การพิจารณากำหนดรายรับขั้นต่ำเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีการค้า(ฉบับที่ 38) พ.ศ. 2529 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศฯ (ฉบับที่ 44)พ.ศ. 2530 แล้วปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการแรกมีว่า

คำวินิจฉัยคำคัดค้านของอธิบดีกรมสรรพากรถึงที่สุดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 86 เบญจ หรือไม่ เห็นว่าประมวลรัษฎากรมาตรา 86 เบญจ เป็นบทบัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานประเมินที่จะกำหนดรายรับขั้นต่ำเพื่อประโยชน์ ในการคำนวณรายรับของผู้ประกอบการค้าบางประเภทซึ่งการใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำตามมาตรา 86 เบญจ เช่นนี้ เจ้าพนักงานประเมินก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย คำวินิจฉัยคำคัดค้านของอธิบดีกรมสรรพากรที่ได้วินิจฉัยคำคัดค้านของผู้ประกอบการค้า จึงจะถึงที่สุดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 86 เบญจ วรรคสอง แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าตามหนังสือแจ้งการกำหนดรายรับขั้นต่ำและคำวินิจฉัยคำคัดค้านการกำหนดรายรับขั้นต่ำ โดยอ้างเหตุว่าเจ้าพนักงานประเมินภาษีการค้า

ใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำของโจทก์โดยมิชอบตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดคำวินิจฉัยคำคัดค้านของอธิบดีกรมสรรพากรจึงไม่ถึงที่สุด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นข้อต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการต่อไปมีว่าการใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 86 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งบัญญัติว่า"เพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับของผู้ประกอบการค้าบางประเภท ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา..." และเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดรายรับขั้นต่ำนี้ได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 38)ข้อ 3 กำหนดว่า "ให้ผู้ประกอบการค้าตามรายการท้ายประกาศนี้แจ้งรายจ่ายตามข้อ 2 ด้วยแบบ ภ.ค.45 ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันได้รับแบบ ภ.ค.45" และถ้าผู้ประกอบการค้าไม่แจ้งรายจ่ายตามแบบ

ภ.ค.45 ภายในกำหนดเวลาตามข้อ 3 เจ้าพนักงานประเมินจึงจะมีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำได้ตามข้อ 4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 44) แสดงว่าก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86 เบญจ กำหนดรายรับขั้นต่ำของผู้ประกอบการค้าได้ เจ้าพนักงานสรรพากรจะต้องส่งแบบ ภ.ค. 45ให้ผู้ประกอบการค้าก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าแจ้งรายจ่ายตามแบบ ภ.ค. 45 ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันได้รับแบบ ภ.ค.45 ต่อเมื่อผู้ประกอบการค้าไม่แจ้งรายจ่ายตามแบบ ภ.ค.45 ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หรือเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่ารายจ่ายที่ผู้ประกอบการค้าแจ้งนั้น ต่ำกว่าความเป็นจริงโดยไม่มีเหตุอันสมควร

เจ้าพนักงานประเมินจึงจะมีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำได้ตามขั้นตอนต่อไปในข้อ 4 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า การกำหนดรายรับขั้นต่ำครั้งหลังที่พิพาทกันในคดีนี้ ตามหนังสือที่ กค. 0824/10436สำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ 4 ได้ส่งแบบ ภ.ค.45 ไปให้โจทก์แต่หนังสือดังกล่าวไม่ถึงโจทก์เพราะระบุบ้านเลขที่ผิด ย่อมเห็นได้ว่า ก่อนการกำหนดรายรับขั้นต่ำที่พิพาทกันในคดีนี้เจ้าพนักงานสรรพกรยังไม่ได้ส่งแบบ ภ.ค.45 ให้โจทก์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า(ฉบับที่ 38) ข้อ 3 และ ข้อ 4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 44) ซึ่งออกตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 86 เบญจ

การใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับหนังสือที่ กค. 0824/3257 ซึ่งเชิญกรรมการผู้จัดการโจทก์ไปพบเพื่อตรวจสอบไต่สวนตามประมวลรัษฎากรมาตรา 87, 87 ทวิ(7) และ 87 ตรี แล้ว ประกอบกับเจ้าพนักงานประเมินได้เคยกำหนดรายรับขั้นต่ำของโจทก์มาแล้วด้วยจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์ต้องแจ้งรายจ่ายต่อเจ้าพนักงานประเมินแต่โจทก์เพิกเฉยไม่ไปพบเจ้าพนักงานประเมินหรือแจ้งรายจ่ายต่อเจ้าพนักงานประเมิน เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำได้นั้น เห็นว่า มาตรา 87, 87 ทวิ(7) และมาตรา 87 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายรับขั้นต่ำไว้เป็นการล่วงหน้า แต่การกำหนดรายรับขั้นต่ำล่วงหน้าตามมาตรา 86 เบญจ

แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 38)แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า(ฉบับที่ 44) ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคำนวณรายรับขั้นต่ำ ซึ่งมาตรา 87, 87 ทวิ(7) มิได้ระบุไว้ การกำหนดรายรับขั้นต่ำตามมาตรา 86 เบญจ จึงเป็นคนละกรณีกับมาตรา 87, 87 ทวิ(7)และ 87 ตรี ดังนั้นแม้โจทก์จะเคยได้รับหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินหรือเจ้าพนักงานประเมินจะเคยกำหนดรายรับขั้นต่ำของโจทก์มาก่อนแล้ว แต่เมื่อการกำหนดรายรับขั้นต่ำครั้งพิพาทนี้เจ้าพนักงานประเมินมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรา 86 เบญจจึงเป็นการไม่ชอบศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
ก้าน อันนานนท์ · อุดม เฟื่องฟุ้ง · เพ็ง เพ็งนิติ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 103/2541

บทบัญญัติตามมาตรา 87 ทวิ(7) เดิม แห่งประมวลรัษฎากรเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ประกอบการค้าชำระภาษีการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ยื่นแบบแสดงรายการค้าในเดือนที่ล่วงมาแล้วซึ่งหมายถึงในเดือนที่ถึงกำหนดชำระแล้ว เจ้า…

Supreme Court Judgment No. 5781/2540

ในขณะที่โจทก์กำหนดรายรับขั้นต่ำของ ผ.ครั้งแรก เมื่อวันที่1 มกราคม 2528 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2529 พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมป.รัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 มาตรา 25 ซึ่งให้เพิ่มมาตรา 86 เบญจ ที…

Supreme Court Judgment No. 355/2540

จำเลยเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยประกอบกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม มีมูลค่าฐานภาษีจากยอดขายในเดือนกรกฎาคมสิงหาคม กันยายน และธันวาคม 2536 เกินกว่าเดือนละ 100,000 บาท จำเลยจึงเป็นผู้ประก…

Supreme Court Judgment No. 9772/2539

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 วรรคสี่,87 และ 86วรรคหนึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสถานประกอบการหลายแห่งให้แยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเป็นรายสถานประกอบการทั้งยังต้องการที่จะควบคุมและตรวจสอบ…

Supreme Court Judgment No. 263/2534

เจ้าพนักงานประเมินได้พิจารณาจากสถิติการเสียภาษีการค้าของโจทก์สำหรับปี พ.ศ. 2526 และ พ.ศ. 2527 ที่โจทก์แสดงยอด รายรับไว้ตามแบบ อ.1 ซึ่งเฉลี่ยแล้วโจทก์มีรายรับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 77,000 บาท เป็นเกณฑ์ในการ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up