Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 103/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

บทบัญญัติตามมาตรา 87 ทวิ(7) เดิม แห่งประมวลรัษฎากรเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ประกอบการค้าชำระภาษีการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ยื่นแบบแสดงรายการค้าในเดือนที่ล่วงมาแล้วซึ่งหมายถึงในเดือนที่ถึงกำหนดชำระแล้ว เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบพบภายหลัง จึงมีอำนาจกำหนดรายรับโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 87 ทวิ(7) เพื่อใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีการค้าในเดือนที่ล่วงมาแล้วหรือที่ถึงกำหนด ชำระแล้วนั้นได้ หาใช่เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายรับขั้นต่ำไว้เป็นการล่วงหน้าเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีการค้าในเดือนที่ผู้ประกอบการค้ายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการค้าไม่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า เจ้าพนักงานได้กำหนดรายรับขั้นต่ำไว้ในวันที่ 29 มีนาคม 2526 โดยให้จำเลยยื่นแบบแสดงรายการการค้า แสดงรายรับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 87,000 บาท ตั้งแต่เดือนเมษายน 2526 เป็นต้นไป จึงเป็นการกำหนดรายรับขั้นต่ำ ไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีการค้าให้จำเลยชำระเป็นการขัดต่อมาตรา 87 ทวิ(7) ประกอบกับในขณะเกิดเหตุคดีนี้พระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529 มาตรา 25 ที่บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 86 เบญจ ยังไม่ใช้บังคับซึ่งตามมาตรา 86 เบญจเป็นเรื่องให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายรับขั้นต่ำไว้ล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นแบบแสดงรายการค้าเพื่อเสียภาษีการค้าของผู้ประกอบการค้าบางประเภทไว้หาใช่เป็นเรื่องที่ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำของผู้ประกอบการค้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไม่ การที่ผู้ประกอบการค้ายื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ประกอบการค้ามา ตรวจสอบไต่สวนได้ตามมาตรา 87 ตรี(เดิม)แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อผู้ประกอบการค้าไม่ปฎิบัติตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมิน ตามมาตรา 87(3) แต่เจ้าพนักงานประเมินต้องปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87 ทวิ(7) เมื่อปรากฏว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยอาศัยยอดรายรับขั้นต่ำที่กำหนดล่วงหน้า โดยมิชอบดังกล่าว เป็นฐานในการคำนวณภาษีการค้าที่จำเลยจะต้องชำระ จึงมิใช่เป็นการปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87 ทวิ(7) การประเมินของเจ้าพนักงานจึงไม่ชอบ ดังนั้น การที่จำเลยได้รับแจ้งการกำหนดรายรับขั้นต่ำไว้ล่วงหน้าจากเจ้าพนักงานประเมินแล้วไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับการกำหนดรายรับขั้นต่ำที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดไว้ว่าถูกต้องเนื่องจากการกำหนดรายรับขั้นต่ำของเจ้าพนักงานประเมินกระทำไปโดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่จำต้อง โต้แย้งคัดค้าน และอุทธรณ์การประเมินแต่อย่างใด ประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) ซึ่งบัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิหรือไม่นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฎ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะบัญชีก่อนไม่ปรากฎ ให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร" ซึ่งตามมาตราดังกล่าวหาได้กำหนดให้นำมาตรา 87 ทวิ(7) มาใช้บังคับด้วยไม่ ทั้งรายรับขั้นต่ำของจำเลยตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดไว้เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินให้ถือเอารายรับขั้นต่ำที่ได้กำหนดไว้สำหรับกิจการของจำเลยเพื่อใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีการค้ามาเป็นยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ นั้น ไม่ต้องด้วย มาตรา 71(1) จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 71 ป.รัษฎากร Section 86 ป.รัษฎากร Section 87

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้แสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528 ภาษีการค้าปี 2526ปี 2527 และปี 2528 ไว้ไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียก เพื่อตรวจสอบไต่สวนการเสียภาษีดังกล่าว จำเลยไม่มาพบตามหมายเรียกและไม่นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรเจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินรายได้ตามหลักการกำหนดรายรับขั้นต่ำและได้ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ กับให้จำเลยชำระภาษีการค้าเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งภาษีบำรุงท้องถิ่น แต่จำเลยมิได้นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระและมิได้อุทธรณ์การประเมิน

ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรจำนวน474,938.21 บาท แก่โจทก์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับภาษีการค้าและภาษีตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528 โดยให้จำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 เพิ่มจำนวน 27,946.91 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง โดยให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือวันนำส่งภาษีแต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งและให้จำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 จำนวน29,644.30 บาท

พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง โดยให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือวันนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เริ่มประกอบกิจการวันที่8 มีนาคม 2525 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 49ถึง 51 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2526 จำเลยถูกเจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายรับขั้นต่ำไม่ต่ำกว่าเดือนละ 87,000 บาท โดยให้จำเลยยื่นแบบแสดงรายการการค้าแสดงรายรับดังกล่าวตั้งแต่เดือนเมษายน 2526 เป็นต้นไป ตามหนังสือที่

กค. 0825/2525 เอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 98 จำเลยมิได้โต้แย้งการกำหนดรายรับขั้นต่ำข้างต้นต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจพบว่า จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528 กับภาษีการค้าตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงเดือนธันวาคม 2526 เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2527 เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม 2527 และเดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน 2528 มีรายได้ต่ำกว่ารายรับขั้นต่ำที่เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดและในเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม 2528 จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหมายเรียกให้จำเลยมาทำการตรวจสอบแต่จำเลยไม่ยอมมาพบและไม่นำบัญชีเอกสารและหลักฐานอื่นไปให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบตามกฎหมาย

เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ให้ใช้รายรับขั้นต่ำที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดไว้ถือเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยส่วนภาษีการค้านั้น เจ้าพนักงานประเมินได้นำรายรับขั้นต่ำที่กำหนดไว้มาคำนวณ จากนั้นเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 17ถึง 17 และ 53 ถึง 54 แต่จำเลยไม่ยอมนำเงินค่าภาษีอากรไปชำระให้แก่โจทก์และมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คดีมีปัญหาตามที่โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า

เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์อาศัยอำนาจตามมาตรา 87 ทวิ(7) แห่งประมวลรัษฎากร มีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำสำหรับกิจการค้าของจำเลยเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 87,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 87 ทวิ(7) นั้น บัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดรายรับของผู้ประกอบการค้าที่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป หรือผู้ประกอบการค้าหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการค้าแทนผู้ประกอบการค้าไม่ปฎิบัติตามหมายเรียกหรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 87 ทั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ประกอบการค้าชำระภาษีการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าในเดือนที่ล่วงมาแล้ว ซึ่งหมายถึงในเดือนที่ถึงกำหนดชำระแล้วเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบพบภายหลังเจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจกำหนดรายรับโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 87 ทวิ(7) เพื่อใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีการค้าในเดือนที่ล่วงมาแล้ว หรือที่ถึงกำหนดชำระแล้วนั้นได้

หาใช่เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายรับขั้นต่ำไว้เป็นการล่วงหน้าเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีการค้าในเดือนที่ผู้ประกอบการค้ายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการการค้าไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฎว่าเจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดรายรับขั้นต่ำไว้ในวันที่ 29 มีนาคม 2526 โดยให้จำเลยยื่นแบบแสดงรายการการค้า แสดงรายรับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 87,000 บาทตั้งแต่เดือนเมษายน 2526 เป็นต้นไป จึงเป็นการกำหนดรายรับขั้นต่ำไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีการค้าให้จำเลยชำระ เป็นการขัดต่อมาตรา 87 ทวิ(7) ประกอบกับในขณะเกิดเหตุคดีนี้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529มาตรา 25 ที่บัญญัติเพิ่มเติม มาตรา 86 เบญจ

ยังไม่ใช้บังคับซึ่งตามมาตรา 86 เบญจ เป็นเรื่องให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายรับขั้นต่ำไว้ล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นแบบแสดงรายการการค้าเพื่อเสียภาษีการค้าของผู้ประกอบการค้าบางประเภทไว้หาใช่เป็นเรื่องที่ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำของผู้ประกอบการค้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ปฎิบัติตามหมายเรียกเจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินตามที่เห็นสมควร และตามหลักฐานเท่าที่มีอยู่คือตามที่ได้กำหนดรายรับขั้นต่ำนั้น เห็นว่า การที่ผู้ประกอบการค้ายื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ประกอบการค้ามาตรวจสอบไต่สวนได้ตามมาตรา 87 ตรี

แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อผู้ประกอบการค้าไม่ปฎิบัติตามหมายเรียกเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินตามมาตรา 87(3) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เจ้าพนักงานประเมินต้องปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87 ทวิ(7) เมื่อปรากฎว่าเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยอาศัยยอดรายรับขั้นต่ำที่กำหนดไว้ล่วงหน้าโดยมิชอบดังกล่าว เป็นฐานในการคำนวณภาษีการค้าที่จำเลยจะต้องชำระ จึงมิใช่เป็นการปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87 ทวิ(7) การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ชอบอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการกำหนดรายรับขั้นต่ำและมิได้อุทธรณ์การประเมิน การประเมินดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ

จำเลยต้องรับผิดชำระภาษี เงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้เรียกเก็บ เห็นว่า การที่จำเลยได้รับแจ้งการกำหนดรายรับขั้นต่ำไว้ล่วงหน้าจากเจ้าพนักงานประเมินแล้วไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับการกำหนดรายรับขั้นต่ำที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดไว้ว่าถูกต้อง เนื่องจากการกำหนดรายรับขั้นต่ำของเจ้าพนักงานประเมินกระทำไปโดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยจึงไม่จำต้องโต้แย้งคัดค้านและอุทธรณ์การประเมินแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นสำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2527 และปี 2528ที่เจ้าพนักงานประเมินนำรายรับขั้นต่ำที่กำหนดไว้มาคำนวณเป็นฐานเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 71(1)

แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการชอบหรือไม่นั้น เห็นว่ามาตรา 71(1) ซึ่งบัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฎ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป

ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนไม่ปรากฎให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร" ตามมาตราดังกล่าวหาได้กำหนดให้นำมาตรา 87 ทวิ(7) แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับด้วยไม่ทั้งรายรับขั้นต่ำของจำเลยตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดไว้เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินให้ถือเอารายรับขั้นต่ำที่ได้กำหนดไว้สำหรับกิจการของจำเลยเพื่อใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีการค้ามาเป็นยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ นั้นไม่ต้องด้วย มาตรา 71(1)จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามมาตราดังกล่าวได้กำหนดขั้นตอนเป็นลำดับไว้อย่างชัดแจ้งแล้วหากเจ้าพนักงานประเมินไม่อาจตรวจสอบรายได้ของจำเลยที่แท้จริงได้ เห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำรายรับของจำเลยที่ได้ระบุไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 มาเป็นยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของจำเลยแล้วคำนวณภาษีที่จำเลยจะต้องเสียสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528ตามมาตรา 71(1) จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สุนทร สิทธิเวชวิจิตร · ยงยุทธ ธารีสาร · เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 355/2540

จำเลยเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยประกอบกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม มีมูลค่าฐานภาษีจากยอดขายในเดือนกรกฎาคมสิงหาคม กันยายน และธันวาคม 2536 เกินกว่าเดือนละ 100,000 บาท จำเลยจึงเป็นผู้ประก…

Supreme Court Judgment No. 5781/2540

ในขณะที่โจทก์กำหนดรายรับขั้นต่ำของ ผ.ครั้งแรก เมื่อวันที่1 มกราคม 2528 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2529 พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมป.รัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 มาตรา 25 ซึ่งให้เพิ่มมาตรา 86 เบญจ ที…

Supreme Court Judgment No. 9772/2539

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 วรรคสี่,87 และ 86วรรคหนึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสถานประกอบการหลายแห่งให้แยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเป็นรายสถานประกอบการทั้งยังต้องการที่จะควบคุมและตรวจสอบ…

Supreme Court Judgment No. 4114/2534

การใช้อำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86 เบญจเจ้าพนักงานประเมินจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด คำวินิจฉัยคำคัดค้านของอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะถึงที่สุดตามมาตรา 86 เ…

Supreme Court Judgment No. 263/2534

เจ้าพนักงานประเมินได้พิจารณาจากสถิติการเสียภาษีการค้าของโจทก์สำหรับปี พ.ศ. 2526 และ พ.ศ. 2527 ที่โจทก์แสดงยอด รายรับไว้ตามแบบ อ.1 ซึ่งเฉลี่ยแล้วโจทก์มีรายรับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 77,000 บาท เป็นเกณฑ์ในการ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up