Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 347/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คำฟ้องของโจทก์เมื่ออ่านประกอบหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยที่โจทก์ส่งประกอบมาท้ายฟ้อง มีใจความว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ เนื่องจากจำเลยที่1 ได้อนุมัติให้ อ. เบิกเงินเกินบัญชี ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ โดยโจทก์งดคิดดอกเบี้ยในยอดเงินตาม หนังสือรับสภาพหนี้ แต่ถ้าครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินที่ค้างชำระ โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขในหนังสือรับสภาพหนี้ทุกประการ ดังนี้ฟ้องโจทก์ย่อมแสดงชัดแจ้งแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ในมูลหนี้ที่จำเลยที่1 อนุมัติให้ อ. เบิกเงินเกินบัญชีไปเป็นการเกินอำนาจของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม เมื่อปรากฏว่าฟ้องโจทก์มุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเหตุละเมิดและจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์อนุมัติให้ อ. เบิกเงินเกินบัญชี อันเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 กระทำการนอกเหนืออำนาจอย่างไรจึงไม่เป็นการนำสืบนอกประเด็น การที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ภายในกำหนดอายุความเป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 มิใช่เป็นกรณีรับสภาพความรับผิดเมื่อหนี้นั้นขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 188

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่ ๕,๖๘๖,๓๓๔ บาท ๔๐ สตางค์ และสัญญาว่าจะชำระหนี้นี้ให้แก่โจทก์ภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ หากครบกำหนดแล้วไม่ชำระจำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ จำเลยที่ ๒ ยอมตนเข้าชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ตามเงื่อนไขในหนังสือรับสภาพหนี้ ล่วงเลยกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว จำเลยมิได้นำเงินมาชำระให้โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้แล้ว จำเลยก็เพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ ให้แก่โจทก์ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องเคลือบคลุม จำเลยทั้งสองไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เป็นหนี้ที่นายอุเทนซึ่งเป็นลูกค้าคนหนึ่งของโจทก์ค้างชำระต่อโจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้จึงไม่มีผลบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้ โดยถูกโจทก์ข่มขู่บังคับให้กระทำ จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย การรับสภาพหนี้ดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้ว ไม่มีผลเป็นการรับสภาพหนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ได้พิเคราะห์ฟ้องและหนังสือรับสภาพหนี้ท้ายฟ้องแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องสรุปใจความว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่ ๕,๖๘๖,๓๓๔ บาท ๔๐ สตางค์ สัญญาว่าจะชำระหนี้จำนวนนี้ให้แก่โจทก์ภายในหนึ่งปี นับจากวันที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยโจทก์งดคิดดอกเบี้ยในยอดเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ แต่ถ้าครบหนึ่งปีแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ และหรือชำระหนี้บางส่วน จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ จำเลยที่ ๒ ยอมตนเข้ารับชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ตามเงื่อนไขในหนังสือรับสภาพหนี้ทุกประการซึ่งโจทก์ได้ส่งภาพถ่ายหนังสือรับสภาพหนี้มาด้วยท้ายฟ้อง ซึ่งมีใจความสำคัญว่า เป็นหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ยอมชำระให้โจทก์เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ได้อนุมัติให้นายอุเทน

พรหมสาขา ณ สกลนคร เบิกเงินเกินบัญชีไปเป็นการเกินอำนาจของจำเลยที่ ๑ ทำให้ธนาคารได้รับความเสียหายคิดถึงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๒๐ เป็นจำนวนเงิน ๗,๑๘๖,๓๓๔ บาท ๔๐ สตางค์ ฟ้องโจทก์จึงแสดงชัดแห่งข้อหาว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ในมูลหนี้ที่จำเลยที่ ๑ อนุมัติให้นายอุเทน พรหมสาขา ณ สกลนคร เบิกเงินเกินบัญชีไปเกินอำนาจของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยย่อมเข้าใจข้อหาของโจทก์ได้ดีอยู่แล้ว เพราะจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยทั้งสองไม่มีหนี้ค้างชำระต่อโจทก์ และยังให้การในคำให้การข้อ ๕ ว่า นายอุเทน พรหมสาขาณ สกลนคร ไม่ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีให้โจทก์ เป็นเพียงจำเลยที่ ๑ ใช้การวินิจฉัยผิดพลาดไปโดยการคาดคะเนผิด การที่จำเลยที่ ๑ กระทำการไป (อนุมัติให้นายอุเทนเบิกเงินเกินบัญชี) ไม่เกินกว่าอำนาจของจำเลยที่ ๑ แสดงอยู่ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้หลงข้อต่อสู้อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยรับผิดเรื่องผิดสัญญารับสภาพหนี้ โดยมิได้บรรยายให้เห็นว่าหนี้ดังกล่าวมาจากมูลหนี้เดิมคือละเมิดหรือจำเลยต้องรับผิดในฐานะตัวแทน การที่โจทก์ฎีกาว่า หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดได้แก่หนี้ที่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาขอนแก่น ซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารโจทก์ได้กระทำนอกอำนาจเพราะได้อนุมัติให้นายอุเทนเบิกเงินเกินบัญชีไปโดยไม่มีหลักประกัน การกระทำของจำเลยที่ ๑ นอกจากจะต้องรับผิดเพราะกระทำละเมิดต่อธนาคารโจทก์แล้วยังต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวแทนกระทำการนอกเหนืออำนาจเกิดความเสียหายแก่ตัวการ และในชั้นสืบพยานโจทก์ก็ไม่มีพยานปากใดสืบให้เห็น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น

ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นว่าโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ในมูลหนี้ที่จำเลยที่ ๑ อนุมัติให้นายอุเทน พรหมสาขา ณ สกลนคร เบิกเงินเกินบัญชีไปเกินอำนาจของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์มุ่งหมายให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในเหตุกระทำละเมิด และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ได้กระทำการนอกเหนืออำนาจทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๑๒ อันเป็นประเด็นในคดี โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบว่าจำเลยที่ ๑ กระทำการนอกเหนืออำนาจอย่างไรได้ ไม่ผิดกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ และได้ความตามคำเบิกความของนายรัตน์ ไวกวี พยานโจทก์ว่าระหว่างจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการธนาคารโจทก์

สาขาขอนแก่น มีนายอุเทน พรหมสาขา ณ สกลนคร มาเปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันไว้กับธนาคารโจทก์ สาขาขอนแก่น เลขที่บัญชีที่ ๔๓๐ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาขอนแก่น ได้อนุมัติให้นายอุเทน พรหมสาขา ณ สกลนครเบิกเงินเกินบัญชีไปถึงเจ็ดล้านหนึ่งแสนกว่าบาท ซึ่งเกินอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้มาทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๑ ตามความรับผิดของจำเลยที่ ๑ โดยก่อนนั้นจำเลยทั้งสองได้มีหนังสือถึงนายศิริ วิจิตรานนท์ ในฐานะกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ยอมรับผิดร่วมกันตามเอกสารหมาย จ.๙ จำเลยนำสืบแต่เพียงว่า

การยอมให้ลูกค้าเบิกเงินเกินบัญชีเป็นอำนาจของจำเลยที่ ๑ และนำสืบฟังไม่ได้ว่า ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยถูกข่มขู่บังคับ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ อนุมัติให้นายอุเทน พรหมสาขา ณ สกลนคร เบิกเงินเกินบัญชีไปเป็นการนอกเหนืออำนาจของตนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เข้าร่วมชำระหนี้ด้วย หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.๑ จึงมีผลใช้บังคับได้ กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ในฐานะตัวแทนของโจทก์ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๑๒ ซึ่งมีอายุความตามมาตรา ๑๖๔ มีกำหนดสิบปี

หากจะฟังตามคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ว่า นายอุเทนเบิกเงินเกินบัญชีไปตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ คดีก็ยังไม่ขาดอายุความ การที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้จึงเป็นการรับสภาพต่อเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ มิใช่รับสภาพความรับผิดตามมาตรา ๑๘๘ เพราะมิใช่เป็นกรณีรับสภาพเมื่อหนี้นั้นขาดอายุความแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นจากคำแก้ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับเรื่องจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตามมาตรา ๑๘๘ หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ แล้วไม่ชำระหนี้ตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

Result

พิพากษากลับ

Matter details

Panel of judges
สุนทร วรรณแสง · เสมา รัตนมาลัย · ศักดิ์ สนองชาติ
Lower court
ศาลแพ่ง - นายพัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ
ศาลอุทธรณ์ - นายสหัส สิงหวิริยะ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up