Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3143/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินและอาคารจากบริษัท ส. ในราคา 36,000,000 บาท ชำระราคาครบถ้วนแล้วและโจทก์ได้ลงบัญชีที่ดินและอาคารดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาบริษัท ส. ผิดสัญญาไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ จึงตกลงใช้ค่าปรับให้โจทก์เป็นเงิน 15,000,000 บาท โดยจะชำระให้เสร็จภายใน 5 ปี และโจทก์ได้ลงบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันว่าบริษัท ส. เป็นลูกหนี้โจทก์ในเงินค่าปรับจำนวนดังกล่าวนอกจากนี้ยังได้หมายเหตุไว้ในงบกำไรขาดทุนและขาดทุนสะสมของรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันว่าโจทก์จะได้รับชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวจากบริษัท ส.ภายใน5ปีและบริษัทส. ก็หมายเหตุไว้ในงบกำไรขาดทุนของตนว่า บริษัทจะชำระค่าปรับจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ภายใน 5 ปี ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ว่าโจทก์มีเงินได้เป็นค่าปรับจากบริษัท ส. จำนวน 15,000,000 บ

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 65

คำฟ้องและคำให้การ

ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินและอาคารจากบริษัท ส. ในราคา 36,000,000 บาท ชำระราคาครบถ้วนแล้วและโจทก์ได้ลงบัญชีที่ดินและอาคารดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาบริษัท ส. ผิดสัญญาไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ จึงตกลงใช้ค่าปรับให้โจทก์เป็นเงิน 15,000,000 บาท โดยจะชำระให้เสร็จภายใน 5 ปี และโจทก์ได้ลงบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันว่าบริษัท ส. เป็นลูกหนี้โจทก์ในเงินค่าปรับจำนวนดังกล่าวนอกจากนี้ยังได้หมายเหตุไว้ในงบกำไรขาดทุนและขาดทุนสะสมของรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันว่าโจทก์จะได้รับชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวจากบริษัท ส.ภายใน5ปีและบริษัทส. ก็หมายเหตุไว้ในงบกำไรขาดทุนของตนว่า บริษัทจะชำระค่าปรับจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ภายใน 5 ปี

ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ว่าโจทก์มีเงินได้เป็นค่าปรับจากบริษัท ส. จำนวน 15,000,000 บาทในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 นั้น จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ซึ่งใช้ระบบบัญชีเกณฑ์สิทธิ์มีหน้าที่ต้องนำค่าปรับดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยให้การว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้วขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า

การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ว่า โจทก์มีเงินได้เป็นค่าปรับจากบริษัทแสนการลงทุน จำกัดจำนวน 15,000,000 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2519 โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินและอาคารเอ็ม.เอ.เอฟ. จากบริษัทแสนการลงทุน จำกัด ในราคา36,000,000 บาท โจทก์ได้ชำระราคาให้แก่บริษัทแสนการลงทุน จำกัดครบถ้วนแล้ว โจทก์ลงบัญชีที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 48 แต่ยังไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารที่ทำสัญญาซื้อขายกัน

โจทก์ได้ลงงบกำไรขาดทุนและขาดทุนสะสมตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 33 ตรงหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 3 ว่า โจทก์จะได้รับชดใช้เงินอันเนื่องจากสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคาร เอ็ม.เอ.เอฟ. จำนวน 15,000,000 บาทโดยจะได้รับเงินครบภายใน 5 ปี และบริษัทแสนการลงทุน จำกัดลงบัญชีกำไรขาดทุนตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 102 ตรงหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 4 ว่า บริษัทแสนการลงทุน จำกัด ตกลงให้ค่าปรับแก่โจทก์อันเนื่องจากผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารเอ็ม.เอ.เอฟ. จำนวน 15,000,000 บาท โดยจะชำระให้เสร็จภายในกำหนด 5 ปี เรื่องนี้กรรมการบริหารของโจทก์ได้สนทนากับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 9 ว่า กรณีบริษัทแสนการลงทุน

จำกัด ไม่สามารถโอนอาคาร เอ็ม.เอ.เอฟ. ให้แก่โจทก์ได้บริษัทจะต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 15,000,000 บาท และดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าว 1,500,000 บาท และต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือถึงโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 40และ 41 ให้โจทก์เร่งรัดเรียกเก็บเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยรวม 16,500,000 ล้านบาท จากบริษัทแสนการลงทุน จำกัด ที่ไม่สามารถโอนอาคารเอ็ม.เอ.เอฟ พร้อมที่ดินให้โจทก์ได้ และโจทก์ได้ลงบัญชีตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 28 ว่า บริษัทแสนการลงทุน จำกัดเป็นลูกหนี้ 15,000,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว จากหลักฐานการลงบัญชีของโจทก์ผู้ซื้อและของบริษัทแสนการลงทุน จำกัด ผู้ขาย ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 ได้เนื้อความตรงกันว่า บริษัทแสนการลงทุน จำกัดผู้ขายที่ดินและอาคารเอ็ม.เอ.เอฟ. ผิดสัญญาต่อโจทก์ ต้องชำระค่าปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 15,000,000 บาท ภายในกำหนด 5 ปี ข้อที่โจทก์อ้างว่าการลงบัญชีดังกล่าวผิดพลาดเพราะเจ้าหน้าที่ของโจทก์เข้าใจผิดนั้น โจทก์มีแต่พยานบุคคลมาเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง และข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อยู่ในความควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทยการซื้อขายที่ดินและอาคารรายนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุมัติให้โจทก์ซื้อ โจทก์จึงไม่อาจซื้อได้

โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อบริษัทแสนการลงทุน จำกัด โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าปรับหรือค่าเสียหายจากบริษัทแสนการลงทุน จำกัด นั้น โจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานการขออนุมัติซื้อที่ดินและอาคารรายนี้ต่อธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุมัติให้ซื้อแต่อย่างใด แต่จากข้อเท็จจริงที่ได้ความกลับปรากฏว่า โจทก์ได้ชำระราคาที่ดินและอาคารที่ซื้อให้แก่บริษัทแสนการลงทุน จำกัดครบถ้วนแล้ว และได้ความต่อมาว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือเร่งรัดให้โจทก์เรียกเก็บเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากบริษัทแสนการลงทุน จำกัด เป็นเงิน 16,500,000 บาท พยานหลักฐานดังกล่าวเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า กรณีหาใช่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุมัติให้โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารรายนี้

พฤติการณ์ฟังได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยทราบเรื่องการซื้อขายที่ดินรายนี้ตลอดจนเรื่องที่ผู้ขายผิดสัญญาและโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับหรือค่าเสียหายด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีหนังสือเตือนโจทก์ให้เร่งรัดเรียกเก็บค่าปรับ หรือค่าเสียหายนั้น ข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยฟังได้ชัดแจ้งว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับจากบริษัทแสนการลงทุน จำกัด15,000,000 บาท ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ว่า โจทก์มีเงินได้เป็นค่าปรับจากบริษัทแสนการลงทุน จำกัด จำนวน 15,000,000บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ซึ่งใช้ระบบบัญชีเกณฑ์สิทธิ์มีหน้าที่ต้องนำค่าปรับรายนี้พร้อมดอกเบี้ยมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า

มีเหตุงดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้นำเงินค่าปรับจำนวน 15,000,000 บาท ที่มีสิทธิจะได้จากบริษัทแสนการลงทุน จำกัด มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้ส่วนนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
วิทูรย์ สุทธิประภา · เจริญ นิลเอสงฆ์ · เสมอ อินทรศักดิ์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2646/2566

การมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม…

Supreme Court Judgment No. 489/2562

การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร…

Supreme Court Judgment No. 4727/2561

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,93…

Supreme Court Judgment No. 4546/2561

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดง…

Supreme Court Judgment No. 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up