Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2347/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้ประมวลรัษฎากรจะเป็นกฎหมายพิเศษอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และตามมาตรา 49 จะบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้นโดยอนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรก็ตาม แต่ก็ไม่จำต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าผู้มีอำนาจอนุมัติจะต้องเป็นตัวอธิบดีกรมสรรพากรเองเท่านั้น เพราะตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 เรื่องระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ข้อ 42 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน และตามข้อ 44 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้รักษาราชการแทนดังกล่าวมีอำนาจเช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน ดังนั้น รองอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ย่อมมีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ได้

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินเพิ่ม สำหรับปี พ.ศ. 2514-2518รวมเป็นเงิน 760,790.05 บาท โดยไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 49เพราะไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อนทำการประเมินและคณะกรรมการอุทธรณ์ซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ก็ไม่ยกข้ออุทธรณ์ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ด้วยขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า การที่นายวิทย์ ตันตยกุล รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร เป็นผู้อนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์เป็นการชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 49 หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 จะบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้นโดยอนุมัติอธิบดี ซึ่งหมายความถึงอธิบดีกรมสรรพากรก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องตีความโดยเคร่งครัดดังที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้มีอำนาจอนุมัติจะต้องเป็นตัวอธิบดีกรมสรรพากรเองเท่านั้น ถ้าตีความเช่นนี้แล้ว เมื่อตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรว่างลงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ การบริหารราชการของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการให้คำอนุมัติตามมาตรานี้ก็จะขัดข้องทำให้ราชการต้องคั่งค้างล่าช้าไปโดยไม่สมควร เพราะจะต้องรอให้มีตัวอธิบดีหรือตัวอธิบดีมาปฏิบัติราชการได้เสียก่อนจึงจะพิจารณาให้คำอนุมัติได้ การตีความโดยเคร่งครัดเช่นนี้น่าจะไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมาย และแม้ประมวลรัษฎากรจะเป็นกฎหมายพิเศษอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม

ก็จะตีความโดยเคร่งครัดเช่นนั้นไม่ได้ ต้องนำประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218เรื่องระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ข้อ 42 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า"ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน..." และข้อ 44 วรรคแรกบัญญัติว่า "ให้ผู้รักษาราชการแทนตามข้อ 42... มีอำนาจเช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน" มาใช้บังคับ ฉะนั้น นายวิทย์ ตันตยกุล รองอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น ย่อมมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิบดีกรมสรรพากรกล่าวคือ มีอำนาจให้คำอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์ได้ การอนุมัติดังกล่าวจึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 49 แล้วปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาข้อนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ในปีพ.ศ. 2514 โจทก์มีเงินสะสมจากการค้าขายมาหลายปีกับเงินที่โจทก์ได้รับมรดกมาซื้อที่ดิน หากแต่เป็นเงินได้เกิดจากการค้าขายเครื่องเหล็กและจัดสรรที่ดินของโจทก์ในปีนั้นเอง และฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้กู้เงินจากบุคคลอื่นมาปรับปรุงและซื้อที่ดินดังที่โจทก์ฟ้องแต่เชื่อว่าจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาคำนวณภาษีเงินได้ของโจทก์ในปี พ.ศ. 2515-2518 นั้น เป็นรายได้ของโจทก์ที่ได้มาจากการค้าขายและจัดสรรที่ดิน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งแก้ไขข้อบกพร่องโดยคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
จรัส อุดมวรชาติ · ก้าน อันนานนท์ · โสภณ จันเทรมะ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5450/2561

โจทก์ขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 ซึ่งขณะนั้นมีประกาศกรุงเทพมหานครฯ แก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทว่ามีราคาประเมินตารางวาละ 45,000 บาท ดังนั้น ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรร…

Supreme Court Judgment No. 8308/2557

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๖ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย่อมมีอำนาจกำหนดท้องที่รับผิดชอบแก่เจ้าพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยได้เ…

Supreme Court Judgment No. 3617/2554

แม้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ จะจัดให้มีเหตุผลของการประเมินไว้เพียงว่า โจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพิพาท โดยมิได้มีการยื่นแบบและชำระภาษีไว้ เจ้าพนักงานจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เงิน…

Supreme Court Judgment No. 6860/2553

เจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินเป็นเงินเดือนและค่าน้ำมันรถยนต์ที่ได้รับจากห้าง ส. ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่ง ป.รัษฎากร และนำเงินฝากเข้าบัญชีโจทก์ซึ่งโจทก์ไ…

Supreme Court Judgment No. 2513/2541

โจทก์ซื้อที่ดินมาดำเนินการแบ่งแยกโฉนดเป็น 9 โฉนด แล้วปลูกสร้างตึกแถวบนที่ดินที่แบ่งแยก จากนั้นทยอยขายไปจนหมด เช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาเพื่อมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เข้าลักษณะเป็…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up