Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2330/2521

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 4อัฏฐ บัญญัติให้คนต่างด้าวซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นปกติธุระ เกี่ยวกับการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรโดยมีหลักประกันหรือหลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำระนั้น ก็เพียงป้องกันไม่ให้รัฐต้องขาดรายได้จากภาษีอากรที่คนต่างด้าวค้างชำระหรือที่จะต้องชำระ เพราะเหตุที่คนต่างด้าวออกจากประเทศไทยไปแล้วไม่กลับเข้ามาในประเทศไทยอีกจำเลยทำสัญญาค้ำประกัน อ.คนต่างด้าวไว้ต่อโจทก์ เนื่องจากเหตุที่ อ.มีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ และร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรนั้นเป็นการค้ำประกันการเดินทางไปต่างประเทศของ อ.ว่าเมื่ออ.ไปต่างประเทศแล้วจะต้องเดินทางกลับมาประเทศไทยภายใน 180 วันนับแต่วันออกใบผ่านภาษีอากร ดังนั้น ที่สัญญาค้ำประกันระบุว่า"หากทางราชการจะเรียกร้อง (ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร)เอาจาก อ.ไม่ได้หรือไม่สะดวก ข้าพเจ้า (จำเลย) ยินยอมชำระแทนให้จนครบถ้วนทั้งสิ้น" นั้น หมายถึงว่าถ้าอ.ไม่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายใน 180 วันนั้นนับตั้งแต่วันออกใบผ่านภาษีอากรหากทางราชการจะเรียกร้องภาษีอากรเอาจาก อ.ไม่ได้หรือไม่สะดวก จำเลยยินยอมชำระแทนให้จนครบ มิใช่หมายความว่าแม้ อ.เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายใน 180 วันนับตั้งแต่วันออกใบผ่านภาษีอากรแล้ว หากทางราชการจะเรียกร้องเอาจาก อ.ไม่ได้หรือไม่สะดวกแล้วจำเลยยังจะต้องรับผิดชำระแทนจนครบถ้วนอ.คนต่างด้าวได้รับใบผ่านภาษีอากรประเภทเดินทางหลายครั้ง(ระบบ ผ.3ก) มีสิทธิใช้ใบผ่านภาษีอากรเดินทางไปต่างประเทศได้หลายครั้ง แต่ต้องเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายใน 180 วันนับตั้งแต่วันออกใบผ่านภาษีอากรแล้ว เมื่อ อ.ได้เดินทางไปต่างประเทศแล้วกลับเข้ามาในประเทศไทย หลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปต่างประเทศอีกภายใน 180 วันนั้นแล้วไม่ได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกเลย ดังนี้ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวหาได้ระงับไปเพราะ อ.กลับเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรแทน อ.ตามสัญญาค้ำประกันจำเลยขอค้ำประกัน อ.ต่อโจทก์ว่าถ้าอ.มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะแทนผู้อื่น หากทางราชการจะเรียกร้องเอาจาก อ.ไม่ได้หรือไม่สะดวก จำเลยยินยอมชำระแทนให้จนครบถ้วนดังนั้นหนี้อากรแสตมป์และเงินเพิ่มที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบ. โดย อ.หุ้นส่วนผู้จัดการค้างชำระอยู่ก่อนที่จำเลยจะค้ำประกันอ. แม้เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. นำเงินอากรแสตมป์และเงินเพิ่มไปชำระหลังจากที่จำเลยค้ำประกัน อ. จำเลยก็จะต้องรับผิดเพราะหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ อ. ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องชำระให้โจทก์ เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. ที่อ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผิดนัดไม่ชำระภาษีอากรต้องถือว่า อ. ผิดนัดด้วย โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยผู้ค้ำประกันชำระหนี้ภาษีอากรแทน อ.ได้ โดยไม่จำต้องทวงถามจำเลยก่อน และไม่จำต้องเรียกร้องหรือทวงถามให้อ. รับผิดเป็นส่วนตัวก่อน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายอูจีเนียว แอลบัลเตาที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บัลเตามาเก็ตติ้ง เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2514 จำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันภาษีอากรของนายอูจีเนียว แอลบัลเตาที่ 3 ไว้ต่อโจทก์ว่าตามที่นายอูจีเนียว แอลบัลเตาที่ 3 ยื่นคำร้องขอใบผ่านภาษีอากรไว้ต่อทางราชการโดยนายอูจีเนียวจะเดินทางออกไปนอกประเทศไทยนั้น หากนายอูจีเนียวมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรไม่ว่าในฐานะใด และทางราชการจะเรียกร้องเอาจากนายอูจีเนียวไม่ได้หรือไม่สะดวก จำเลยยินยอมชำระแทนให้จนครบปรากฏต่อมาว่าเมื่อนายอูจีเนียวเดินทางออกนอกประเทศแล้วยังไม่กลับเข้ามาในประเทศไทย ไม่ชำระภาษีอากรที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด บัลเตามาเก็ตติ้งซึ่งตนเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องชำระต่อโจทก์เป็นเงิน 231,160 บาท 25 สตางค์ ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิด จึงขอให้บังคับให้จำเลยรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า

หนี้ค่าภาษีอากรไม่มีจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างใบผ่านภาษีอากรมีอายุไม่เกิน 180 วันนับแต่วันออก จำเลยต้องรับผิดตามอายุของใบผ่านภาษีอากรเท่านั้นซึ่งล่วงเลยกำหนดแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ทั้งนายอูจีเนียวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยภายในกำหนดอายุใบผ่านภาษีอากรและเดินทางเข้าออกอีกหลายครั้ง สัญญาค้ำประกันจึงระงับไปและจำเลยไม่จำต้องรับผิดหากจำเลยต้องรับผิดก็เฉพาะเพียงจำนวนภาษีซึ่งตรวจปรากฏในวันที่ผู้ขอชำระภาษีอากรยื่นคำร้องขอผ่านภาษีอากรเท่านั้น จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวหรือทวงถามจากโจทก์ โจทก์ชอบที่จะเอาชำระหนี้จากลูกหนี้ก่อนและลูกหนี้มีทางชำระหนี้ได้ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันระงับไปแล้วเพราะนายอูจีเนียวเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2514 และไม่ปรากฏว่าได้เดินทางออกไปนอกประเทศอีก

จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นการค้ำประกันในกรณีที่นายอูจีเนียวคนต่างด้าวมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร หาใช่ค้ำประกันการเดินทางออกนอกประเทศของนายอูจีเนียวไม่ จำเลยจะหลุดพ้นความรับผิดต่อเมื่อจำเลยพิสูจน์ได้ว่าขณะที่โจทก์ฟ้องนายอูจีเนียวอยู่ในประเทศไทยและทางราชการจะเรียกร้องบังคับหนี้ภาษีอากรจากนายอูจีเนียวได้โดยสะดวกเมื่อจำเลยพิสูจน์ไม่ได้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้ตามสัญญา และห้างหุ้นส่วนจำกัดบัลเตามาเก็ตติ้งไม่มีทางชำระหนี้ภาษีดังกล่าวได้ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชอบต่อโจทก์

พิพากษากลับให้จำเลยใช้เงิน 231,610 บาท 25 สตางค์ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นายอูจีเนียวเป็นคนต่างด้าวและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดบัลเตามาเก็ตติ้ง เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2514 นายอูจีเนียวยื่นคำร้องต่อโจทก์ว่าประสงค์จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ขอให้โจทก์ออกใบผ่านภาษีอากรให้ ในวันนั้นจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ว่าตามที่นายอูจีเนียวยื่นคำร้องไว้นั้น ถ้านายอูจีเนียวจะต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากรไม่ว่าในฐานะใด หากทางราชการจะเรียกร้องเอาจากนายอูจีเนียวไม่ได้หรือไม่สะดวกจำเลยยินยอมชำระแทนให้จนครบโจทก์จึงออกใบผ่านภาษีให้แก่นายอูจีเนียว

ต่อจากนั้นนายอูจีเนียวก็เดินทางไปต่างประเทศปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดบัลเตามาเก็ตติ้งค้างภาษีตามจำนวนที่ฟ้อง และไม่มีทรัพย์สินใดที่จะชำระค่าภาษีที่ค้างได้ ทั้งยังฟังได้ว่าหลังจากที่นายอูจีเนียวเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่22 สิงหาคม 2514 แล้ว ได้เดินทางไปต่างประเทศอีก และไม่ได้กลับเข้ามาในประเทศภายใน 180 วันนับแต่วันออกใบผ่านภาษีอากรศาลฎีกาเห็นว่าที่ประมวลรัษฏากร มาตรา 4 อัฏฐ บัญญัติให้คนต่างด้าวซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นปกติธุระเกี่ยวกับการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรโดยมีหลักประกันหรือหลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำระนั้น

ก็เพียงป้องกันไม่ให้รัฐต้องขาดรายได้จากภาษีอากรที่คนต่างด้าวค้างชำระหรือที่จะต้องชำระเพราะเหตุที่คนต่างด้าวออกจากประเทศไทยไปแล้วไม่กลับเข้ามาในประเทศไทยอีกจำเลยทำสัญญาค้ำประกันกับนายอูจีเนียวคนต่างด้าวไว้ต่อโจทก์เนื่องจากเหตุที่นายอูจีเนียวมีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ และร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรนั้นเป็นการค้ำประกันการเดินทางไปต่างประเทศของนายอูจีเนียวเมื่อนายอูจีเนียวไปต่างประเทศแล้วจะต้องเดินทางกลับมาประเทศไทยภายใน180 วันนับแต่วันออกใบผ่านภาษีอากร ดังนั้น ที่สัญญาค้ำประกันระบุว่า "หากทางราชการจะเรียกร้อง (ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร) เอาจากนายอูจีเนียวไม่ได้หรือไม่สะดวก ข้าพเจ้า (จำเลย) ยินยอมชำระแทนให้จนครบถ้วนทั้งสิ้น"

นั้นหมายถึงว่า ถ้านายอูจีเนียวไม่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายใน 180 วันนับแต่วันออกใบผ่านภาษีอากร หากทางราชการจะเรียกร้องภาษีอากรเอาจากนายอูจีเนียวไม่ได้หรือไม่สะดวก จำเลยยินยอมชำระแทนให้จนครบ มิใช่หมายความว่าแม้นายอูจีเนียวเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายใน 180 วันนับแต่วันออกใบผ่านภาษีอากรแล้ว หากทางราชการจะเรียกร้องเอาจากนายอูจีเนียวไม่ได้หรือไม่สะดวกแล้วจำเลยยังจะต้องรับผิดชำระแทนจนครบถ้วนนายอูจีเนียวคนต่างด้าวได้รับใบผ่านภาษีอากรประเภทเดินทางหลายครั้ง (ระบบ ผ.3 ก) มีสิทธิใช้ใบผ่านภาษีอากรเดินทางไปต่างประเทศได้หลายครั้ง แต่ต้องเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายใน 180 วันนับแต่วันออกใบผ่านภาษีอากรแล้ว

เมื่อนายอูจีเนียวได้เดินทางไปต่างประเทศแล้วกลับเข้ามาในประเทศไทย หลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปต่างประเทศอีกภายใน 180 วันนั้นแล้วไม่ได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกเลย ดังนี้ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวหาได้ระงับไปเพราะนายอูจีเนียวกลับเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรแทนนายอูจีเนียวตามสัญญาค้ำประกันจำเลยขอค้ำประกันนายอูจีเนียวต่อโจทก์ว่า ถ้านายอูจีเนียวมีหน้าที่จะต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะแทนผู้อื่น หากทางราชการจะเรียกร้องเอาจากนายอูจีเนียวไม่ได้หรือไม่สะดวกจำเลยยินยอมชำระแทนให้จนครบถ้วน ดังนั้น หนี้อากรแสตมป์และเงินเพิ่มที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบัลเตามาเก็ตติ้ง โดยนายอูจีเนียวหุ้นส่วนผู้จัดการค้างชำระอยู่ก่อนที่จำเลยจะค้ำประกันนายอูจีเนียว

แม้เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดบัลเตามาเก็ตติ้ง นำเงินอากรแสตมป์และเงินเพิ่มไปชำระหลังจากที่จำเลยค้ำประกันนายอูจีเนียว จำเลยก็จะต้องรับผิดเพราะหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่นายอูจีเนียวในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องชำระให้โจทก์ เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดที่นายอูจีเนียวเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผิดนัดไม่ชำระภาษีอากรต้องถือว่านายอูจีเนียวผิดนัดด้วย โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยผู้ค้ำประกันชำระหนี้ภาษีอากรแทนนายอูจีเนียวได้ โดยไม่จำต้องทวงถามจำเลยก่อน และไม่จำต้องเรียกร้องหรือทวงถามให้นายอูจีเนียวรับผิดเป็นส่วนตัวก่อนพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
มงคล วัลยะเพ็ชร์ · สุจริต เสถียรกาล · สนิท อังศุสิงห์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up