Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1642/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การเป็นหม้ายเป็นเพียงรายละเอียดข้อเท็จจริง มิใช่สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่ง ข้อหา แม้โจทก์จะมิได้ระบุไว้ในคำฟ้องและหนังสือมอบอำนาจ โจทก์นำสืบได้ว่าโจทก์เป็นหม้าย หาเป็นการนำสืบนอกฟ้อง แต่อย่างใดไม่ฎีกาของจำเลยที่มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัยสัญญามัดจำก่อสร้างมีข้อความระบุว่า ป. ทำสัญญาในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย มิใช่ทำในนามของตนเองแม้อำนาจกรรมการของบริษัทจำเลยที่จดทะเบียนไว้จะต้องมีกรรมการสองคนร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทเมื่อ ป. เป็นกรรมการและคณะกรรมการบริษัทแต่งตั้งให้ ป. เป็นผู้จัดการบริษัทจำเลย ป. แต่ผู้เดียวย่อมมีอำนาจ ทำสัญญาแทนจำเลย ทั้งบริษัทจำเลยก็ยอมรับเอาผลแห่งการกระทำของ ป. ตลอดมาเพื่อจะอ้างว่า ป. ไม่มีอำนาจ หลังจากที่มีการเปลี่ยนกรรมการใหม่ จึงไม่มีผลลบล้างสัญญาที่ทำไว้แล้ว สัญญาดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยจำเลยปฏิเสธสิทธิของโจทก์ซึ่งมีอยู่ตามสัญญาตลอดมาตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องและเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยแล้ว จำเลยก็ยังคงให้การปฏิเสธสิทธิของโจทก์อยู่เช่นเดิม ดังนั้น ไม่ว่าตามสัญญาจะมีเงื่อนเวลาอย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็น ประโยชน์แก่จำเลยถือได้ว่าจำเลยสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา นั้นแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำสัญญามัดจำก่อสร้างอาคารพาณิชย์กับจำเลยโดยโจทก์จ่ายเงินช่วยค่าก่อสร้างแก่จำเลย 450,000 บาท จ่ายในวันทำสัญญา80,000 บาท ที่เหลือโจทก์ให้เป็นงวด ๆ ตามสัญญา ขณะดำเนินการก่อสร้างโจทก์ขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา แต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับและบอกเลิกสัญญา โดยจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิก ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญามัดจำก่อสร้าง ให้จำเลยยอมรับเงินค่าก่อสร้างงวดที่เหลือตามสัญญาจากโจทก์ห้ามไม่ให้จำเลยเอาสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวไปให้บุคคลอื่น ให้จำเลยดำเนินการจัดการให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่ากับกรุงเทพมหานครโดยถูกต้องตามกฎหมายจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยเพราะกรรมการบริษัทจำเลยลงชื่อไม่ครบ

จำเลยไม่ได้รับเงินตามฟ้อง บริษัทจำเลยเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการใหม่ จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์มาทำสัญญาใหม่ โจทก์กลับมาฟ้องโดยไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยผิดนัด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญามัดจำก่อสร้าง โดยให้จำเลยยอมรับเงินช่วยค่าก่อสร้างงวดที่ 2 และงวดที่เหลือถัดไปเมื่อถึงกำหนดจากโจทก์ ให้จำเลยจัดการให้โจทก์ได้เข้าทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับกรุงเทพมหานครจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การเป็นหม้ายเป็นเพียงรายละเอียดข้อเท็จจริงมิใช่สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา แม้โจทก์จะมิได้ระบุไว้ในคำฟ้องและหนังสือมอบอำนาจ

โจทก์ก็นำสืบได้ว่าโจทก์เป็นหม้าย หาเป็นการนำสืบนอกฟ้องแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่านางสุพิมพร ธนาดิเรก ผู้รับมอบอำนาจ ไม่ได้รับความยินยอมจากสามี การมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายนั้น จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่จำเลยฎีกาว่านายประสงค์ กรรมการบริษัทจำเลยแต่ผู้เดียวไม่มีอำนาจทำสัญญาแทนจำเลย ทั้งนายประสงค์ทำสัญญาในนามของตนเอง สัญญาไม่ผูกพันจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญามัดจำก่อสร้างตามเอกสารหมาย จ.3มีข้อความระบุไว้ว่า นายประสงค์ทำสัญญาในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยมิใช่ทำในนามของตนเองแต่อย่างใด แม้อำนาจกรรมการของบริษัทจำเลยตามที่จดทะเบียนไว้จะต้องมีกรรมการสองคนร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า นายประสงค์เป็นทั้งกรรมการและผู้จัดการบริษัทจำเลยในขณะที่มีการทำสัญญา เมื่อคณะกรรมการแต่งตั้งให้นายประสงค์เป็นผู้จัดการบริษัทจำเลย นายประสงค์แต่ผู้เดียวก็ย่อมมีอำนาจทำสัญญาแทนจำเลย ทั้งบริษัทจำเลยก็ยอมรับเอาผลแห่งการกระทำของนายประสงค์ตลอดมาเพิ่งจะมาอ้างว่านายประสงค์ไม่มีอำนาจหลังจากที่มีการเปลี่ยนกรรมการใหม่ ซึ่งไม่มีผลลบล้างสัญญาที่ทำไว้แล้ว สัญญาดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ผิดนัดผิดสัญญา เพราะโจทก์มิได้บอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรับชำระเงิน โจทก์ไม่เคยติดต่อชำระเงินแก่จำเลย และการชำระหนี้ยังไม่ถึงกำหนด โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยปฏิเสธสิทธิของโจทก์ซึ่งมีอยู่ตามสัญญาตลอดมาตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องและเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยก็ยังคงให้การปฏิเสธสิทธิของโจทก์อยู่เช่นเดิม ดังนั้นไม่ว่าตามสัญญาจะมีเงื่อนเวลาอย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยก็ถือได้ว่าจำเลยสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นแล้ว โจทก์จึงอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ศักดิ์ สนองชาติ · นิยม ติวุตานนท์ · ม.ร.ว.ชัยวัฒน์ ชมพูนุท
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up