คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๘ อีกฝ่ายหนึ่งทะเลาะกันอื้ออึงในร้านขายผ้าของจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ตอนหน้าร้านซึ่งเป็นสาธารณสถาน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๗๒
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๗ ผิดมาตรา ๓๗๒ ปรับคนละ ๓๐๐ บาท ลดโทษให้จำเลยที่ ๓ ที่ ๗ คนละกึ่ง คงปรับคนละ ๑๕๐ บาท จำเลยนอกนั้นให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๗ และบุคคลอื่นเป็นจำเลยต่อศาลอาญาว่า สมคบกันบุกรุกทำร้ายร่างกายและสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาก่อนผู้ว่าคดียื่นฟ้องคดีนี้ ซึ่งคดีทั้ง ๒ เป็นมูลคดีเดียวกัน เกิดในวาระเดียวกัน กรรมเดียวกัน สถานที่เดียวกัน ศาลแขวงพระนครเหนือจึงไม่ชอบที่จะรับฟ้อง คำพิพากษาคดีนี้จึงไม่มีผลบังคับแก่จำเลย และเหตุเกิดในเคหสถานไม่ใช่สาธารณสถาน ไม่เป็นผิดมาตรา ๓๗๒ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาศาลชั้นต้นรับเฉพาะข้อกฎหมาย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๘,๒๒๒ คือ ที่เกิดเหตุเป็นร้านค้า และเป็นที่ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ดังนี้ เห็นว่าที่เกิดเหตุจึงเป็นสาธารณสถาน ตามมาตรา ๑(๓)แห่งประมวลกฎหมายอาญา จำเลยทะเลาะกันอื้ออึงในสาธารณสถานจึงเป็นผิดมาตรา ๓๗๒ ข้อที่ว่าที่เกิดเหตุเป็นเคหสถานหรือไม่ หาใช่ประเด็นแห่งคดีไม่ และเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เพียงแต่ฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๘ เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในคดีเกี่ยวพันกันนี้ โดยในชั้นนี้ศาลอาญาเพียงแต่รับฟ้องไว้พิจารณา ย่อมไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ถูกผู้ว่าคดี
ฯ ฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ และเห็นว่ามิใช่เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๔ วรรค ๒ ทั้งปรากฏว่าศาลแขวง ฯ มิได้ตกลงกับศาลอาญาสั่งให้ไปฟ้องศาลอาญาตามมาตรา ๒๕ ฉะนั้น ศาลแขวงฯ จึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ส่วนข้อความในวรรค ๓ แห่งมาตรา ๒๔ ได้บัญญัติถึงความผิดอันเกี่ยวพันกัน มีอัตราโทษอย่างสูงเสมอกัน ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย