คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เช่าห้องของโจทก์แล้วให้จำเลยที่ ๒ เช่าอยู่ และทำการค้า สัญญานั้นสิ้นสุดลง โจทก์จึงขอห้องคืน จำเลยไม่ยอมคืนให้ ฯลฯ โจทก์จึงมาฟ้องขอให้ขับไล่ จำเลยที่ ๑ รับว่าได้ทำสัญญาเช่าตามฟ้องจริง แต่จำเลยได้ออกจากห้องเช่าไปเป็นการเสร็จสิ้นไปแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ผู้เช่า ความจริงจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ในการเช่าตึกรายนี้และต่อสู้ในฐานะเป็นผู้เช่าอีกหลายประการ ศาลชั้นต้นงดสืบพยาน ฟังว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้เช่าโดยตรง ข้อที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนนั้นเป็นการกล่าวโดยเลื่อนลอยและจะนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาเช่าหาได้ไม่ จึงพิพากษาขับไล่จำเลย จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกาต่อมา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ มิได้กล่าวอ้างเลยว่าโจทก์รู้ถึงการที่จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ ๒ มาก่อน กรณีจึงเข้าลักษณะ ป.ม.แพ่งฯมาตรา ๘๐๖ จำเลยที่ ๒ จะมาอ้างเพื่อให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์อันเขามีต่อตัวแทน และเขาขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าเป็นตัวแทนหาได้ไม่สิทธิของโจทก์ที่ขวนขวายได้มาในคดีนี้ ก็คือได้เลิกสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๑ เสร็จไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานบุคคลของจำเลยที่ ๒ ศาลทั้งสองชี้ขาดให้จำเลยแพ้คดีมานั้นชอบแล้ว
Result
จึงพิพากษายืน