Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2518 (เลขอ้างอิง 99969)

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นพยานในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องว่ากีดขวางลำบางทางน้ำสาธารณะ ได้เอาความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จมาเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดี โดยโจทก์บรรยายคำเบิกความของจำเลยอันมีใจความว่า ลำบางนั้นเป็นทางน้ำสาธารณะ และว่าความจริงเป็นลำบางหรือคูที่โจทก์ขุดขึ้นในที่ดินของโจทก์ บุคคลทั่วไปมิได้ใช้เรือผ่านไปมา ดังนี้ ข้อที่ว่าทางน้ำที่โจทก์ถูกฟ้องว่ากระทำการกีดขวางจะเป็นทางน้ำสาธารณะจริงหรือไม่นั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าเป็นข้อสำคัญในคดี ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 แล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้ง ๓ สำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องทั้ง ๓ สำนวนทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้ง ๓ สำนวนสาบานตัวแล้วเบิกความเป็นพยานในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๒๒/๒๕๑๕ ของศาลชั้นต้น บังอาจเอาความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จมาเบิกความเป็นข้อสารสำคัญในคดีว่าโจทก์กีดขวางทางสาธารณะซึ่งเป็นทางลำบางทางน้ำสาธารณะ โดยจำเลยสำนวนที่ ๑ เบิกความว่า "เมื่อประมาณ ๒๕ ปีมานี้ ลำบางที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุก (ที่เกิดเหตุในคดีนั้น) เป็นทางน้ำไหล น้ำลึกประมาณ ๑ เมตรบ้าง ไม่ถึงบ้าง ถ้าฤดูน้ำหลากเรือแล่นเข้าออกได้ และประชาชนใช้ร่วมกัน ต่อมาได้มีการช่วยขุดลอกกันขึ้นเพื่อใช้เรือไปมาได้สะดวกจนกระทั่งบัดนี้" จำเลยสำนวนที่ ๒ เบิกความว่า

"ลำบางที่เกิดเหตุเคยเห็นมานาน ๒๐ ปีเศษแล้ว เวลาน้ำขึ้นชาวบ้านใช้เรือผ่านไปมาได้ บางครั้งก็ใช้ลากไม้ เป็นการใช้ร่วมกัน เมื่อประมาณ ๑๐ ปีมานี้ ข้าพเจ้ากับจำเลย(หมายถึงโจทก์ในคดีนี้)และชาวบ้านอื่น ๆ ร่วมกันลอกลำบางที่เกิดเหตุเพื่อเอาเรือขนข้าวได้สะดวก" จำเลยสำนวนที่ ๓ เบิกความว่า "ลำบางที่เกิดเหตุแต่เดิมมีลักษณะเป็นลำขวด เป็นทางน้ำไหล เวลาน้ำขึ้นเรือผ่านไปมาได้ เวลาน้ำลงเรือก็ผ่านไปมาไม่ได้ เมื่อประมาณ ๑๐ ปีมาแล้วเห็นจำเลย(หมายถึงโจทก์ในคดีนี้)นายวิน ชูสุข กับชาวบ้านอื่น ๆ ประมาณ ๑๕ คนช่วยกันขุดลอกลำขวดนี้ เพื่อสะดวกในการใช้เรือผ่านไปมา เมื่อขุดลอกลำขวดจนเห็นเป็นลำบางเช่นทุกวันนี้แล้ว คนทั่วไปก็ใช้เรือผ่านไปมา"

ความจริงลำบางที่เกิดเหตุคดีนั้น มิใช้ลำบางทางน้ำสาธารณะ แต่เป็นลำบางหรือคูของโจทก์ขุดขึ้นในที่ดินของโจทก์ โดยขุดในพื้นดิน มิได้เป็นลำขวดหรือทางน้ำไหลมาก่อน และขุดขึ้นเพื่อประโยชน์ของที่ดินของโจทก์ กับเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการของโจทก์บุคคลทั่วไปมิได้ใช้เรือผ่านไปมา การเบิกความเท็จของจำเลยทั้ง ๓ สำนวนเพื่อปรักปรำโจทก์ให้ศาลเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้กระทำผิดในคดีนั้น ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามสำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ทั้ง ๓ สำนวนบรรยายแต่เพียงว่า จำเลยต่างเบิกความอันเป็นเท็จ มิได้บรรยายข้อความเท็จนั้นเป็นข้อสารสำคัญอย่างไร ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๗๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ทั้ง ๓ สำนวน

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้ง ๓ สำนวนเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยทั้ง ๓ สำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องทั้ง ๓ สำนวนว่า จำเลยแต่ละสำนวนเบิกความเป็นพยานในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๒๒/๒๕๑๕ ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้ง ๓ สำนวนเอาความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จมาเบิกความเป็นข้อสารสำคัญในคดีว่าโจทก์กีดขวางทางสาธารณะซึ่งเป็นลำบางทางน้ำสาธารณะ โดยบรรยายว่าจำเลยแต่ละสำนวนเบิกความว่าอย่างไร และบรรยายด้วยว่าความจริงเป็นอย่างไร และข้อที่ว่าทางน้ำที่โจทก์ถูกฟ้องว่ากระทำการกีดขวางจะเป็นทางน้ำสาธารณะจริงหรือไม่นั้น ก็เป็นที่เข้าได้แล้วว่าเป็นข้อสำคัญในคดี การบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้ง ๓ สำนวนจึงครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ และเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘ แล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๐/๒๕๑๕ ที่ ศาลชั้นต้นอ้างนั้นไม่ตรงกับรูปคดีนี้ เพราะคดีนั้นแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จว่าอย่างไร และบรรยายฟ้องด้วยว่าการเบิกความเท็จดังกล่าวของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดี แต่ข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความดังที่โจท์บรรยายมาในฟ้องนั้นไม่พอฟังว่าเป็นข้อสำคัญในคดีอันควรมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน (มงคล วัลยะเพ็ชร์ ยงยุทธ เลอลภ ผสม จิตรชุ่ม)()ศาลจังหวัดปากพนัง - นายอร่าม หุตางกูรศาลอุทธรณ์ - นายแถมชัย สิทธิไตรย์

ข้อมูลคดี

แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4129/2566

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 เป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดนำเอาความอันเป็นเท็จไปเบิกความต่อศาลในคดีใดคดีหนึ่งซึ่งความเท็จนั้นต้องเป็นข้อสำคัญแก่คดีที่เข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2566

การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตาม ป.อ. มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2561 (เลขอ้างอิง 634583)

โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยเบิกความเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3745/2546 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสามกับพวกเป็นจำเลย ในข้อหาหรือฐานความผิด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2909/2556

ความผิดฐานฟ้องเท็จ ฟ้องโจทก์บรรยายว่าเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 เวลากลางวันจำเลยเอาความเท็จฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยจำเลยบรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 โจทก์ปลอมสัญญากู้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18211/2555

ความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 และมาตรา 180 นั้น มีองค์ประกอบความผิดสำคัญประการหนึ่งว่า คำเบิกความและพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีที่เบิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้