Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 99820)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สต๊อกสินค้าที่โจทก์เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าระหว่างผลิตส่วนสต๊อกสินค้าที่โจทก์เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นสินค้าที่เก็บในโกดัง เป็นสต๊อกสินค้าต่างรายการกัน จึงมิใช่การเอาประกันภัยซ้ำซ้อน โจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย ข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดที่ว่าโจทก์ไม่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงการประกันภัยสต๊อกสินค้าไว้กับบริษัทประกันภัยอื่น โจทก์แจ้งความเสียหายและมูลค่าของทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริงมากมาย ถือว่าเป็นการฉ้อฉล และโจทก์ละเลยไม่สงวนรักษาซากทรัพย์สินอันเป็นเหตุให้ซากทรัพย์สินสูญหาย เป็นการผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยนั้น นอกจากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้เช่นนั้น หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสามไม่เคยยกข้ออ้างเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวปฏิเสธความรับผิดกลับเสนอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามจะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ธนาคารผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ และโจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวได้จากจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่ตอนวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ไม่ได้กล่าวถึงดอกเบี้ยที่ให้จำเลยที่ 3 ใช้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องไม่ให้เหตุผลในคำวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4)ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยใหัชัดเจน

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยโจทก์เป็นบุคคลรายเดียวกัน และกำหนดให้เรียกจำเลยในสำนวนที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวนว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันรับประกันภัยทรัพย์สินโจทก์คือสิ่งปลูกสร้างอาคารโรงงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ วัตถุดิบระหว่างการผลิต สินค่ากึ่งสำเร็จรูปเครื่องทำความเย็น รวมทั้งอุปกรณ์ปั๊มน้ำมัน สายไฟ หลอดไฟ ตู้ไฟ มูลค่ารวม ๕๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทโดยจำเลยที่ ๑ รับประกันเป็นมูลค่า ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ รับประกันเป็นมูลค่า๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ซึ่งรับโอนกิจการมาจากบริษัทแฮนโอเวอร์ อินชัวรันส์ จำกัดรับประกันเป็นมูลค่า ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นจำเลยที่ ๒ ยังได้ร่วมกับบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด รับประกันสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรอุปกรณ์ สต๊อกอะไหล่ สต๊อกสินค้าต่าง ๆไว้จากโจทก์ เป็นเงิน บริษัทละ ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ ยังได้ร่วมกับจำเลยที่ ๓รับประกันภัยสต๊อกสินค้าฝ้ายอัดเส้นใยสังเคราะห์ซึ่งเก็บอยู่ในโรงงานปั่นด้าย

กรอด้ายและโกดังอีกบริษัทละ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์รับผิดชอบเองเป็นเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ยังรับประกันภัยเครื่องจักรต่าง ๆ และอุปกรณ์เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทด้วย และโจทก์ยังได้เอาประกันภัยกับจำเลยที่ ๓ เพิ่มอีก ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ตกลงให้ธนาคารกรุงเทพจำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยสองฉบับหลังในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ต่อมาเกิดเพลิงไหม้โรงงานของโจทก์ที่เอาประกันภัยไว้และอยู่ในระหว่างกรมธรรม์ประกันภัยยังมีผลใช้บังคับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์และโจทก์แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๓ ทราบแล้วเช่นกัน ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามส่วนในกรมธรรม์ประกันภัยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเกิดเหตุเพลิงไหม้จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิด โจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยหลายประการ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามเป็นอันลบล้างไปค่าเสียหายของโจทก์ตามฟ้องสูงกว่าความเป็นจริงมาก หากจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำนวนเงินที่จำเลยทั้งสามต้องเฉลี่ยชดใช้ให้แก่โจทก์ก็ไม่ถึงที่โจทก์ฟ้อง การโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด มาเป็นของโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมายและไม่ผูกพันจำเลยที่ ๓ เพราะคู่กรณีมิได้ทำบันทึกการโอนต่อหน้าและด้วยนความยินยอมของจำเลยที่ ๓ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าโจทก์ไม่แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบถึงการประกันภัยสต๊อกสินค้าไว้กับบริษัทประกันภัยอื่น คือ บริษัทจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเงินทุนประกันภัยอีกบริษัทละ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท และไม่ได้มีการบันทึกรายการประกันภัยไว้ในกรมธรรม์-ประกันภัยเอกสารหมาย ล.๒ ถือได้ว่าโจทก์ละเลยมิได้ปฏิบัติตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมายล.๒ ข้อ ๒ จำเลยที่ ๑ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่าสต๊อกสินค้าที่โจทก์เอาประกันไว้กับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ รวม ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เป็นสินค้าต่างรายการกันกับที่เอาประกันไว้กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งจะเห็นได้จากคำเบิกความของนายพิพัฒน์

ศิริเกียรติสูง กรรมการโจทก์ที่ว่าสต๊อกสินค้าที่เอาประกันภัยจำเลยที่ ๑ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๒ เป็นสินค้าระหว่างผลิตส่วนสต๊อกสินค้าที่เอาประกันภัยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๗เป็นสินค้าที่เก็บในโกดัง ซึ่งสอดคล้องกับที่ปรากฏในเอกสาร จึงมิใช่การเอาประกันภัยซ้ำซ้อนไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบ ทั้งความข้อนี้จำเลยที่ ๑ ก็ไม่เคยปฏิเสธหรือยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อปัดความรับผิดมาก่อนเลย และเมื่อพิจารณาเรื่องค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ก็ยอมรับจะชดใช้ค่าเสียหายให้ ซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ก็ไม่ได้ถือเอาเงื่อนไขดังกล่าวเป็นสาเหตุที่จะไม่ต้องรับผิด ที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ฎีกาว่า เมื่อเกิดเพลิงไหม้

โจทก์ได้แจ้งความเสียหายและมูลค่าของทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริงมากมาย ถือว่าเป็นการฉ้อฉลผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ ๑๔.๒ ซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่าจำเลยว่าจ้างสำนักงานสำรวจทรัพย์สินและประเมินราคาไปประเมินความเสียหาย ซึ่งสำนักงานดังกล่าวก็ได้ทำรายงานผลการสำรวจที่เป็นประโยชน์แก่จำเลย แต่ตัวเลขค่าเสียหายและมูลค่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ได้มาโดยการคาดคะเนและไม่ปรากฏวิธีคิดคำนวณ จึงมีน้ำหนักน้อย ทั้งจำเลยเองไม่เคยยกข้ออ้างเรื่องโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อนี้ขึ้นปฏิเสธความรับผิดแต่อย่างใด ตรงกันข้ามจำเลยกลับเสนอชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๒๘๙ จำเลยจะกล่าวอ้างเหตุนี้มาลบล้างความรับผิดของตนหาได้ไม่ ที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ฎีกาว่า

โจทก์ละเลยไม่สงวนรักษาซากทรัพย์สินอันเป็นเหตุให้ซากทรัพย์สินสูญหายนั้น เกี่ยวกับปัญหานี้จำเลยไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้ได้ความดังกล่าว แต่กลับได้ความว่าหลังจากเกิดเพลิงไหม้แล้ว โจทก์ได้เก็บรักษาซากฝ้ายไว้โดยตลอด โจทก์เห็นว่าเนื่องจากฝ้ายเปียกน้ำเก็บไว้นาน ๆ จะเสื่อมคุณภาพใช้การไม่ได้ จำเป็นต้องขายเป็นซากฝ้ายไปแต่จำเลยก็หน่วงเหนี่ยวไม่ยอมให้ขาย ทั้งหลังจากเกิดเพลิงไหม้แล้วจำเลยก็ไม่เคยยกข้ออ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ปฏิเสธความรับผิดเลย แต่กลับเสนอชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ จำเลยจะมาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ฎีกาเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยหมาย จ.๕ และ จ.๗ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ คงต้องรับผิดเป็นจำนวนเงินบริษัทละ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทธนาคารกรุงเทพผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

เอกสารหมาย จ.๗ ได้โอนสิทธิเรียกร้องส่วนนี้ให้โจทก์แล้วตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย จ.๒๙๖ และโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๓ทราบแล้ว ตามหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้อง เอกสารหมาย จ.๒๙๗ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวได้จากจำเลยที่ ๓ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๓ รับผิดชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๒,๐๑๗,๑๒๑.๒๔ บาท นับจากวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๒๓เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ดังเช่นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงยังคลาดเคลื่อนและผิดพลาดอยู่ ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ ๓ รับผิดชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ดังกล่าวด้วยนั้นศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ ๓รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ย แต่ตอนวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ไม่ได้กล่าวถึงดอกเบี้ยที่ให้จำเลยที่ ๓ ใช้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องไม่ให้เหตุผลในคำวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๑ (๔) ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียให้ชัดเจนโดยเห็นว่า จำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๕ และจ.๗ ซึ่งผู้รับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจะต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยด้วย โดยนับแต่วันที่๑๓ เมษายน ๒๕๒๓ อันเป็นวันที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๓ จึงต้องชดใช้ดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประชา บุญวนิช · บุญส่ง คล้ายแก้ว · นิเวศน์ คำผอง
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายยรรยง ปานุราช
ศาลอุทธรณ์ - นายเจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้