Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 998/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมทางพิพาทรวมอยู่ในที่ดินแปลงใหญ่ของ ก. แล้ว ก. แบ่งให้บุตรแยกครอบครองเป็นส่วนสัด บุคคลทั่วไปได้ใช้ทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลานานกว่า 10 ปีโดยไม่มีการหวงห้ามทางดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) โดยไม่จำต้องมีการจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วคอนกรีตที่รุกล้ำออกจากทางสาธารณะและทำให้ทางอยู่ในสภาพเดิมเท่านั้น ไม่ได้มีคำขอให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วนั้น คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาว่าโดยให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วดังกล่าวเป็นระยะ 75 เซนติเมตรให้เสมอกับแนวชายคาหน้าบ้านที่ปลูกอยู่ติดกับรั้วคอนกรีตของจำเลยจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินบางส่วนตาม ส.ค.1เลขที่ 6 มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว เดิมที่ดินดังกล่าวจะมีทางกว้างประมาณ4 เมตร ให้คนในหมู่บ้านรวมทั้งโจทก์และยานพาหนะสามารถผ่านเข้าออกได้ตลอดมาเป็นเวลากว่า 30 ปี จึงเป็นทางสาธารณะ จำเลยสร้างรั้วคอนกรีตสูง2 เมตร ยาว 10 เมตร รุกล้ำเข้ามาในทางดังกล่าวโดยมิชอบ ทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วคอนกรีตดังกล่าวออกจากทางสาธารณะ และทำให้ทางอยู่ในสภาพเดิมจำเลยให้การว่า โจทก์เข้ามาอยู่อาศัยในที่ดิน ส.ค.1 ยังไม่ถึง 30 ปีผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินมีทางออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นและไม่มีทางสาธารณะในที่ดิน ส.ค.1 ทางที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่ทางสาธารณะ จำเลยสร้างรั้วคอนกรีตในที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครอง

โจทก์มีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะแล้วขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตออกไปจากทางพิพาทโดยให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วดังกล่าวเป็นระยะ 75 เซนติเมตร ให้เสมอกับแนวชายคาด้านหน้าบ้านนางจงกล ศรีทรง ที่ปลูกอยู่ติดกับรั้วคอนกรีตของจำเลย และให้ทำทางอยู่ในสภาพเดิมจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมที่ดินตาม ส.ค.1เป็นของนายกรม เสนจันทร์ ต่อมานายกรมได้แบ่งที่ดินให้แก่บุตร 6 คนโดยแบ่งที่ดินออกเป็น 6 แปลง ต่างแยกครอบครองและปลูกบ้านเป็นส่วนสัดมีทางเข้าออกสู่ภายนอกโดยใช้เส้นทางพิพาทร่วมกัน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกมีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ ข้อเท็จจริงโจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า

บ้านต่าง ๆ ใช้เส้นทางพิพาทออกสู่ภายนอกตั้งแต่โจทก์ยังเป็นเด็กอยู่ใช้มานานแล้วจึงเป็นทางสาธารณะ ซึ่งนอกจากคำพยานตัวโจทก์แล้ว โจทก์ยังมีนายจำลอง อุตเจริญ อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1(ท้องที่ที่ดินตั้งอยู่) นายสนั่น ยันอินทร์ ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน นายพี อ้วนศรีญาติของโจทก์และจำเลย ซึ่งเคยอยู่ในบริเวณที่พิพาทต่างเบิกความยืนยันว่าชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวใช้เส้นทางพิพาทสัญจรออกสู่ทางสาธารณะมานานกว่า 10 ปีแล้ว นายสูนจันทร์ เสน่ห์จันทร์ บุตรจำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ามีการใช้เส้นทางพิพาทสัญจรไปมา แต่อ้างว่ามีสภาพเป็นทางเดินธรรมดาไม่มีสภาพเป็นถนน นอกจากนี้ นายสูนจันทร์กับนางสาวสำรวยเกิดโพธิ์กะตัน พยานจำเลยอีกปากหนึ่งยังตอบคำถามค้านรับว่า

นายสนั่นผู้ใหญ่บ้านรู้ดีว่ามีทางสาธารณะอยู่ในที่ดิน ส.ค.1 หรือไม่ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายสนั่นที่ว่า ชาวบ้านที่อยู่ด้านในเข้าไปมีประมาณ6 หลังคาเรือน ต่างใช้เส้นทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้วสภาพเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว ฉะนั้น จากเดิมที่ดินเป็นของนายกรมแล้วแบ่งให้บุตรแยกครอบครอง เป็นส่วนสัด บุคคลทั่วไปได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลานานกว่า 10 ปีโดยไม่มีการหวงห้ามทางดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) โดยไม่จำต้องมีการจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายมีว่า

จำเลยสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำทางสาธารณะพิพาทหรือไม่ โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงโดยได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ทางพิพาทเดิมกว้างประมาณ 4 เมตร รถยนต์สามารถผ่านเข้าออกได้เมื่อจำเลยสร้างรั้วคอนกรีตทำให้ทางพิพาทเหลือเพียง1.6 เมตร นายจำลอง อุตเจริญ เบิกความว่าเดิมทางพิพาทกว้างประมาณ3 เมตร นายสนั่นเบิกความว่าทางพิพาทกว้างประมาณ 3 เมตร จำเลยก่อสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในทางดังกล่าวเหลือความกว้างประมาณ1 เมตร เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์แล่นสวนกันไม่ได้ และนายสูนจันทร์บุตรจำเลยตอบคำถามค้านว่า จากด้านข้างของทางพิพาทก่อนมีการสร้างรั้วรุกล้ำนั้นอยู่ห่างจากชายคาบ้านจำเลยประมาณ 3 เมตร ฉะนั้นจากคำพยานโจทก์และจำเลยดังกล่าวประกอบภาพถ่าย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำทางสาธารณะพิพาท

ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้ จึงมีสิทธิขอให้จำเลยรื้อรั้วคอนกรีตออกจากทางสาธารณะพิพาทได้ ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วนั้น โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วคอนกรีตดังกล่าวที่รุกล้ำออกจากทางสาธารณะและทำให้ทางอยู่ในสภาพเดิมเท่านั้นไม่ได้มีคำขอในส่วนนี้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาว่า โดยให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วดังกล่าวเป็นระยะ 75 เซนติเมตร ให้เสมอกับแนวชายคาด้านหน้าบ้านนางจงกลศรีทรง ที่ปลูกอยู่ติดกับรั้วคอนกรีตของจำเลย จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนคอนกรีตออกจากทางสาธารณะพิพาทและทำให้ทางอยู่ในสภาพเดิม

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุมิตร สุภาดุลย์ · พิชัย เตโชพิทยากูล · สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2911/2566

แม้ ผ. จะมีชื่อเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทร่วมกับ ม. ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 แต่ต้องถือว่าเป็นการครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเจ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2563

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5776/2562

เมื่อทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตั้งแต่ก่อนจำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินมาจากเจ้าของเดิม ย่อมต้องยังคงสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตลอด…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 593486)

เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย การยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐจึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องเป็นกิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 633990)

ป.พ.พ. มาตรา 65 บัญญัติว่า "นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้