คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องว่า ข้อ ๑ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลากลางวันจำเลยได้พูดขอรับเครื่องทองรูปพรรณไปจาก โจทก์หลายอย่างปรากฎตามบัญชีท้ายฟ้อง รวมเป็นราคา ๑๐๔๘๐ บาท โดยจำเลยใช้อุบายหลอกลวงด้วยความเท็จว่าจะ นำเครื่องทองรูปพรรณไปขายให้ และเมื่อขายได้เท่าใดจำเลยจะนำเงินค่าเครื่องทองรูปพรรณมาใข้ให้โจทก์ ถ้าขายไม่ ได้ จำเลยก็จะนำเครื่องทองรูปพรรณมาคืนให้โจทก์ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตคิด หลอกลวงโจทก์ ๆ หลงเชื่อถ้อยคำของจำเลย และได้ส่งมอบเครื่องทองรูปพรรณตามบัญชีท้ายฟ้องให้แก่จำเลยไป. ข้อ ๒. ครั้นต่อมาถึงกำหนดเวลาในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ และจนกระทั่งบัดนี้จำเลยก็ยังหาได้นำเงินค่าเครื่องทอง รูปพรรณมาใช้ให้โจทก์ไม่ ทั้งเครื่องทองรูปพรรณที่จำเลยรับไปจากโจทก์จำเลยพูดบิดพลิ้วโดยประการต่าง ๆ ฯลฯ ขอ ให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๓๐๔ จำเลยปฏิเสธต่อสู้ตัดฟ้องหลายประการ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดฐานฉ้อโกง ให้จำคุก ๖ เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน.
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะต้องกล่าวในฟ้อง ในข้อหาฐานฉ้อโกงนั้น ต้องกล่าวในฟ้องไม่เฉพาะแต่ความเท็จ จำต้อง กล่าวถึงความจริงว่าเป็นประการใดด้วย ถ้ามีแต่ความเท็จอย่างเดียว ส่วนความจริงไม่ปรากฎ ก็เป็นฟ้องไม่สมบูรณ์ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๘/๒๔๙๓ ตามฟ้องของโจทก์ในคดีเรื่องนี้เท่าที่พอจะค้นหาความจริงได้ ก็คือฟ้องข้อ ๒ ที่ว่า ถึงกำหนดแล้ว จำเลยไม่คืนเงินหรือเครื่องทองรูปพรรณให้ ฯลฯ ความข้อนี้เป็นเรื่องผิดคำรับรองหรือผิดสัญญาในทาง แพ่ง เพราะโจทก์ไม่ยืนยันมาในฟ้องว่า จำเลยได้ตั้งใจจะไม่คืนเงินค่าเครื่องทองรูปพรรณหรือ จะไม่คืนเครื่องทองรูป พรรณให้แก่โจทก์มาแต่ต้นเพียงแต่ถึงกำหนดแล้ว ไม่คืนจะว่าเป็นความเท็จมาแต่ต้นย่อมไม่ได้ โดยชั้นต้นจำเลย อาจตั้งใจคืน แต่ภายหลังเกิดมีเหตุขัดข้องคืนไม่ได้ ก็จะกลายเป็นความเท็จมาแต่ต้นไป ถ้าตัดความตามข้อ ๒ ออกเสีย แล้ว ลำพังฟ้องข้อ ๑ ไม่ปรากฎเลยว่าความจริงเป็นประการใด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.ม.วิ.อาญามาตรา ๑๕๘ (๕)
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป