Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 995/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัทโจทก์ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีภายใน150วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามประมวลรัษฎากรมาตรา69และการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา23เป็นไปโดยชอบแล้วเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีโจทก์ตามมาตรา24หรือมาตรา71(1)แล้วแต่กรณีโดยถือตามแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ป.5/2527ลงวันที่20พฤศจิกายน2527ข้อ3แม้คำสั่งดังกล่าวจะมิใช่กฎหมายแต่ก็เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อโจทก์ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะต้องชำระเนื่องจากขาดทุนเจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้ตามมาตรา71(1)ซึ่งได้ภาษีมากกว่าตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 71 ป.รัษฎากร มาตรา 23 ป.รัษฎากร มาตรา 24 ป.รัษฎากร มาตรา 69 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 5/2527 มาตรา 3

คำฟ้องและคำให้การ

บริษัทโจทก์ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีภายใน150วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามประมวลรัษฎากรมาตรา69และการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา23เป็นไปโดยชอบแล้วเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีโจทก์ตามมาตรา24หรือมาตรา71(1)แล้วแต่กรณีโดยถือตามแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ป.5/2527ลงวันที่20พฤศจิกายน2527ข้อ3แม้คำสั่งดังกล่าวจะมิใช่กฎหมายแต่ก็เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อโจทก์ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะต้องชำระเนื่องจากขาดทุนเจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้ตามมาตรา71(1)ซึ่งได้ภาษีมากกว่าตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ได้โจทก์ฟ้องว่า

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 เจ้าพนักงานประเมินสำนักงานสรรพากรเขต 9 โดยจำเลยที่ 5 ได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 โดยกล่าวหาว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีสำหรับปี 2533เจ้าพนักงานประเมินสรรพากรเขต 9 ได้ออกหมายเรียกโจทก์ไปทำการตรวจสอบไต่สวนและจำเลยที่ 5 ได้ทำการประเมินตามมาตรา 71(1)แห่งประมวลรัษฎากรโดยคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เป็นเงินรายรับ 39,882,853 บาท คิดเป็นภาษีจำนวน 1,994,142.65 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27ซึ่งคำนวณไว้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2537 จำนวน 1,046,924.55 บาทรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 3,041,067 บาท

โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2534ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 โจทก์ได้ไปยื่นแบบต่อสรรพากรอำเภอเมืองสงขลาแล้ว แต่แบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นบกพร่อง ทั้งแสดงผลขาดทุน ไม่มีภาษีที่จะต้องชำระเจ้าพนักงานจึงแจ้งให้โจทก์นำกลับไปดำเนินการให้ถูกต้องก่อนแล้วค่อยนำมายื่นใหม่โดยที่ต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาทโจทก์จึงนำแบบแสดงรายการนั้นกลับ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องแล้วจะนำมายื่นใหม่

เจ้าพนักงานประเมินสรรพากรเขต 9 ก็ยอมรับว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้แล้วเพียงแต่ไม่ถูกต้อง จึงได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19, 89 ตรี และ 123 ออกหมายเรียกลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2535 ให้โจทก์นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องไปแสดง ณ ที่ทำการสำนักสรรพากรเขต 9 จังหวัดสงขลาในวันที่ 25 พฤษภาคม 2535 เพื่อทำการตรวจสอบไต่สวนโดยไม่ได้อ้างมาตรา 23 เรื่องไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมาด้วยโจทก์ได้ให้ความร่วมมือโดยนำบัญชีเอกสารประกอบการลงบัญชีพร้อมพยานหลักฐานอื่น ๆ เพียงพอเพื่อทำการตรวจสอบไต่สวนหากำไรสุทธิตามมาตรา 65 ไปให้เจ้าพนักงานสรรพากรเขต 9ตรวจสอบ ตลอดทั้งไปให้ถ้อยคำทุกครั้งที่เจ้าพนักงานประเมินต้องการ และโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมด้วยงบดุล

งบกำไรขาดทุนที่มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ต่อเจ้าพนักงานเป็นการถูกต้องแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2536 แสดงผลขาดทุนไม่มีเงินภาษีที่จะต้องชำระเช่นเดิม ซึ่งทำให้เจ้าพนักงานประเมินไม่พอใจ และประเมินภาษีเงินได้จากโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามมาตรา 71(1) โดยกล่าวหาว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้แล้ว การที่เจ้าพนักงานประเมินสรรพากรเขต 9ออกหมายเรียกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19, 87 ตรี และ 123โดยไม่ได้อ้างมาตรา 23 มาด้วย จึงเป็นการยอมรับ หรือให้สัตยาบันต่อการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ของโจทก์ซึ่งถือว่าได้ยื่นภายในกำหนดแล้วเมื่อวันที่30 พฤษภาคม 2534 และสละสิทธิที่จะออกหมายเรียกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 อีก หรือหากจะอ้างว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 เมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเพื่อทำการตรวจสอบไต่สวนโดยมิได้อ้างมาตรา 23 มาด้วย

เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจที่จะประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามมาตรา 71(1) ได้ และการที่เจ้าพนักงานประเมินจะใช้อำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 5ของรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เพราะไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 71(1) ได้นั้นจะต้องปรากฏว่านิติบุคคลนั้นเจตนาที่จะไม่ยื่นแบบแสดงรายการหรือเจตนาที่จะไม่นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นไปให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบไต่สวนหรือขัดขืนไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามหมายเรียกนั้น ส่วนโจทก์ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานประเมินด้วยดีตลอดมา แต่เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยดังกล่าวข้างต้นจึงไม่อาจยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ และอีกประการหนึ่งตามมาตรา 71(1)ก็ไม่ได้กำหนดว่าหากยื่นแบบแสดงรายการเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

จะต้องประเมินตามมาตรา 71(1) ซึ่งกรณีทำนองเดียวกันนี้กรมสรรพากรก็เคยมีคำสั่งที่ ป.5/2527 ให้ผ่อนผันได้ไม่ต้องประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) การใช้อำนาจตามมาตรา 71(1) ของเจ้าพนักงานประเมินในกรณีนี้ จึงไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วแต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์และไม่ได้แสดงเหตุในการยกอุทธรณ์โจทก์ ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2537และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2537 ให้ปลดหนี้ภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มทั้งหมดให้โจทก์โจทก์ทั้งห้าให้การว่า

เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ของทางราชการ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการใช้อำนาจประเมินอากรตามกฎหมายและตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดไว้ทุกประการและเป็นธรรมแก่โจทก์อย่างยิ่งขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533ของโจทก์น่าเชื่อว่าโจทก์ยื่นชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องจึงได้ออกหมายเรียกเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบปรากฏว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 จึงได้ออกหมายเรียกเพื่อทำการตรวจสอบภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533ต่อมาโจทก์ได้ยื่นแบบ

ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2536 จึงถูกเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายเป็นเงินภาษีพร้อมเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น 3,041,067 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำสั่งวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 หรือมาตรา 68 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากรการที่โจทก์ยื่นแบบ

ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2536 จึงเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่โจทก์อ้างว่าได้นำแบบ ภ.ง.ด. 50สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ไปยื่นต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่30 พฤษภาคม 2534 อันเป็นเวลาภายในกำหนด 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้นไม่อาจรับฟังได้ เพราะแบบภ.ง.ด. 50 ที่โจทก์อ้างว่าได้นำไปยื่นต่อเจ้าพนักงานนั้นยังทำบัญชีและงบดุลไม่แล้วเสร็จ ไม่เรียบร้อย ไม่มีผู้ตรวจสอบบัญชีลงลายมือชื่อรับรอง จึงเป็นกรณีที่ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้รับไว้อันจะถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นแบบรายการไว้แล้วเพียงแต่รายการไม่ถูกต้องดังที่โจทก์อุทธรณ์

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 23แห่งประมวลรัษฎากรและการส่งหมายเรียกมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 8แห่งประมวลรัษฎากรเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 จึงได้ออกหมายเรียกเลขที่ 33/2536 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 เอกสารหมาย ล.1/3เพื่อตรวจสอบภาษีของโจทก์ ทั้งนี้อาศัยตามมาตรา 23, 87 ตรีและมาตรา 123 แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในการออกหมายเรียกในกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นแบบภ.ง.ด. 50 แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้รับหมายเรียกหลังจากโจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 แล้ว 1 วัน

ก็หาเป็นการออกหมายเรียกภายหลังโจทก์ยื่นแบบรายการและเป็นการไม่ชอบตามมาตรา 23แห่งประมวลรัษฎากรไม่ ส่วนบทบัญญัติมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากรก็เป็นเพียงวิธีการส่งหมายเรียกในทางปฏิบัติ ซึ่งเมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีการนั้นแล้วให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้วเท่านั้นเมื่อนายวิชัย นภารัศมี กรรมการผู้จัดการโจทก์เป็นผู้รับหมายเรียกดังกล่าวไว้ จึงถือได้ว่า การส่งหมายเรียกโจทก์ได้รับแล้วโดยชอบ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2536 จึงล่วงพ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้จะได้นำส่งเอกสารต่าง ๆต่อเจ้าพนักงานในเวลาต่อมาก็เป็นเพียงทำให้เจ้าพนักงานประเมินสามารถตรวจสอบและคำนวณภาษีได้ถูกต้องเท่านั้น

ทั้งกรณีมิใช่เพราะเหตุที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานประกอบการลงบัญชีที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลมามอบให้ตามหมายเรียกและเพียงพอแก่การตรวจสอบเพื่อหากำไรสุทธิแล้ว อันจะทำให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรไม่ได้การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมาจึงไม่อาจลบล้างอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินในการประเมินภาษีของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 69แห่งประมวลรัษฎากร และการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากรชอบแล้ว

เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีโจทก์ตามมาตรา 24 หรือมาตรา 71(1)แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณีโดยถือแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.5/2527 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2527 ข้อ 3แม้คำสั่งดังกล่าวจะมิใช่กฎหมาย แต่ก็เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรสำหรับกรณีของโจทก์ปรากฏว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533โจทก์ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะต้องชำระเนื่องจากขาดทุนเจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้ตามมาตรา 71(1)แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้ภาษีมากกว่าตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัญ หัตถกรรม · สุนพ กีรติยุติ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2550

ปัญหาเรื่องการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเป็นไปโดยชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีอากรว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7826/2543

การที่จำเลยไม่มาพบและส่งบัญชีเอกสารสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ทำให้เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากรมาตรา 71 (1)…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411/2541

จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล และจำเลยได้รับหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยมิได้มาให้ไต่สวนและไม่นำบัญชี เอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นมาแสดงเพื่อตรวจสอบดังที่บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการออกหมายเรียกที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานประเมินยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าหมายเรียกฉบับเดิมมีข้อบกพร่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2552

ป.รัษฎากร ลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน มาตรา 15 บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่างๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้