Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 994/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อที่จำเลยอ้างว่าคำให้การชั้นสอบสวนมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้น จำเลยคงปฏิเสธลอย ๆ เมื่อโจทก์นำพนักงานสอบสวนเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่โจทก์อ้าง จำเลยก็ไม่ได้ถามค้านให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยให้การรับสารภาพ คำให้การชั้นสอบสวนที่โจทก์อ้างมิใช่ลายมือชื่อจำเลย การที่จำเลยนำสืบภายหลังว่าคำให้การชั้นสอบสวนนั้นไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยจึงเป็นการนำสืบเอาข้างเดียวไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340,340 ตรี และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 469/2531ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สร้อยคำทองคำ 1 เส้น หนัก 2 บาท รวม 10,000 บาท ที่ปล้นเอาไปแก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 340 วรรคสอง, 340 ตรี ลงโทษจำคุก 21 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างอันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกมีกำหนด 14 ปี ให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 469/2531 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทองคำ 1 เส้น

หนัก 2 บาท ราคา 10,000 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ นางสมใจ โอภาส ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มีนายธเนศ ภู่งามเป็นคนขับไปเที่ยวงานวัดพระนอนจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี ขณะที่ขับรถจักรยานยนต์แล่นไปตามถนนทางแยกเข้าวัดพระนอนจักรสีห์ได้มีคนร้าย 3 คนมีรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะและได้ใช้อาวุธปืนขู่เข็ญผู้เสียหายแล้วปล้นเอารถจักรยานยนต์และสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น รวมราคาทรัพย์ทั้งสิ้น 40,000 บาท ของนางสมใจ ผู้เสียหายไป คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายหรือไม่

โจทก์มีนางสมใจผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า พยานจำคนร้ายได้คนเดียวคือจำเลยซึ่งเป็นคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คนหลังสุดและเป็นคนที่ขับรถจักรยานยนต์ของตนไป ตามคำของผู้เสียหายดังกล่าวยังได้ความว่าขณะจำเลยกับพวกจอดรถจักรยานยนต์และบังคับให้พวกผู้เสียหายหยุดรถจักรยานยนต์นั้น ผู้เสียหายอยู่ห่างจากจำเลยกับพวกแค่เอื้อมมือถึง แสดงว่าอยู่ในระยะที่พอจะมองเห็นกันได้แม้บนถนนที่เกิดเหตุจะไม่มีโคมไฟฟ้า แต่ก็ได้ความจากคำของผู้เสียหายและคำให้การชั้นสอบสวนของนายธเนศตามเอกสารหมาย ป.จ5 ว่าขณะจอดรถจักรยานยนต์ทั้งสองคัน ไฟรถทั้งสองคันยังเปิดส่องสว่างอยู่พยานอาศัยแสงไฟดังกล่าวเห็นและจำจำเลยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามคำขอผู้เสียหายยังปรากฏว่าหลังจากคนร้ายกระชากสร้อยคอของพยานแล้ว

พยานเดินไปหลบอยู่ข้างถนนห่างที่รถจักรยานยนต์จอดประมาณ 5 วา และพยานแอบดูคนร้ายเห็นจำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ของพยานหลบหนีไป แม้ผู้เสียหายจะเบิกความรับว่าผู้เสียหายตาพิการมองเห็นข้างเดียวตั้งแต่เด็กก็ตาม แต่ผู้เสียหายยังสามารถไปไหนมาไหนได้ จึงแสดงว่าการมีตาเพียงข้างเดียวก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นของผู้เสียหายแต่อย่างใด น่าเชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจำจำเลยได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทสาธิตวินิจฉัยกุล เบิกความว่า หลังเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยถูกจับกุมคดีลักรถจักรยานยนต์คดีอื่นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเดิมบางนางบวช จึงได้พาผู้เสียหายไปดูตัวจำเลย ซึ่งผู้เสียหายดูแล้วก็ชี้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่ง

ชั้นสอบสวนจำเลยก็ได้ให้การรับสารภาพ และได้ให้การในรายละเอียดถึงการกระทำผิดตลอดทั้งการที่พวกของจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขายให้แก่ผู้ใด จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามเอารถจักรยานยนต์ของกลางคืนมาได้ แสดงว่าการได้รถจักรยานยนต์ของกลางคืนก็เนื่องมาจากคำให้การชี้ช่องของจำเลยนั่งเอง นอกจากนี้จำเลยยังได้นำชี้ที่เกิดเหตุและแสดงท่าให้ถ่ายภาพประกอบคำรับสารภาพของจำเลยด้วย ซึ่งไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการหลอกลวงหรือขู่เข็ญหรือให้คำมั่นสัญญาแก่จำเลยเพื่อจูงใจให้จำเลยให้การอย่างใด ๆ หรือแสดงท่าประกอบคำให้การ ดังนั้นคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ที่จำเลยอ้างว่าคำให้การชั้นสอบสวนมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้นจำเลยคงปฏิเสธลอย

ๆ เมื่อโจทก์นำพนักงานสอบสวนเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนที่โจทก์อ้าง จำเลยก็ไม่ได้ถามค้านให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยให้การับสารภาพ คำให้การชั้นสอบสวนที่โจทก์อ้างมิใช่ลายมือชื่อของจำเลย การที่จำเลยนำสืบในภายหลังว่าคำให้การชั้นสอบสวนนั้นไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยจึงเป็นการนำสืบเอาข้างเดียว ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ คดีฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายไปจริงที่จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างกับฟ้องกล่าวคือนางสมใจเบิกความว่าเหตุเกิดวันที่ 16 พฤษภาคม 2530แต่โจทก์ฟ้องว่าเหตุเกิดวันที่ 10 พฤษภาคม 2530 จึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น

เห็นว่าข้อเท็จจริงในทางนำสืบของโจทก์มีปรากฏตามคำให้การ พนักงานสอบสวนรวมทั้งสรรพเอกสารในสำนวนการสอบสวนและคำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนล้วนแต่ระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่10 พฤษภาคม 2530 ตรงตามฟ้องโจทก์ การที่ผู้เสียหายเบิกความระบุวันที่เกิดเหตุผิดไป อาจเป็นเพราะความผิดหลง เพราะในบันทึกการชี้ตัวจำเลยที่ผู้เสียหายลงชื่อไว้ก็ระบุว่าเหตุเกิดวันที่ 10พฤษภาคม 2530 ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงหาต่างกับฟ้องไม่ ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเวลาที่กระทำผิดจะต่างกับที่กล่าวในฟ้องก็เป็นเพียงรายละเอียด มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้