Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2543 (เลขอ้างอิง 99153)

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" ตามคำให้การจำเลยที่ 1 สำนวนแรกและคำให้การจำเลยที่ 2 สำนวนที่สอง มีข้อความระบุชัดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี แล้ว แต่โจทก์มิได้ฟ้องขับไล่ภายในกำหนดเวลาปีหนึ่งนับแต่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยกเอาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในปีหนึ่งขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นในคำให้การแล้ว จำเลยที่ 2 แสดงเจตนาอันชัดแจ้งเป็นปฏิปักษ์ต่อโจทก์โดยประสงค์จะแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท (ส.ค.1) นับแต่มีการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินเป็นต้นมา จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในปีหนึ่งนับแต่นั้น โจทก์ก็ย่อมขาดสิทธิฟ้องร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 323/2539 ของศาลชั้นต้น โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 เรียกผู้ร้องสอดในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 323/2539 ว่าจำเลยที่ 3 แต่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 323/2539 ถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแต่เฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 102 หมู่ที่ 1 ตำบลบางนอน อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากค่าเสียหายแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ในสำนวนแรกนายช่วง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ให้นางจาบ จำเลยที่ 1 ครอบครองดูแลแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดโดยขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนแรก 10,000 บาท สำนวนทั้งสอง 8,000 บาท

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นายวัชระ ทายาทของจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 102 ดังกล่าว ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย 24,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหาย 15,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยแต่ละคนต้องชำระแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนแรกรวม 12,000 บาท สำนวนที่สองรวม 10,000 บาท ให้ยกคำร้องสอดค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอด (จำเลยที่ 2) ในสำนวนแรกให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาในข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจนได้สิทธิครอบครอง และโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินนั้นเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่จำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีจำเลยต้องกล่าวในคำให้การให้ชัดเจนว่า

จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องเพราะเหตุใด หากคำให้การของจำเลยมีข้อความกำกวมไม่ชัดแจ้งหรือมีความหมายหลายนัยที่ขัดแย้งกันเอง ย่อมเป็นคำให้การที่ไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี คำให้การของจำเลยที่ 1 สำนวนแรก ข้อ 6 และคำให้การจำเลยที่ 2 สำนวนที่สอง ข้อ 5 มีข้อความระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี แล้ว แต่โจทก์มิได้ฟ้องขับไล่ภายในกำหนดเวลาปีหนึ่งนับแต่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยกเอาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในปีหนึ่งขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นในคำให้การแล้ว

แม้ในข้อ 3. และข้อ 4. ของคำให้การทั้งสองฉบับดังกล่าวจะมีข้อความว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทแอลูเวียลทิน (ไทย) จำกัด และต่อมาบริษัทแอลูเวียลทิน (ไทย) จำกัด ได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทไซมิสทินซินดิเกต จำกัด แล้ว และในระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ได้เข้าจับจองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันมาถึงปัจจุบันจนได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่ออ่านคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งฉบับ โดยตลอดแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยแย่งการครอบครองที่ดินดังกล่าวมาจากบริษัทไซมิสทินซินดิเกต

จำกัด ผู้ซื้อที่ดินจากบริษัทแอลูเวียลทิน (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากโจทก์ และโจทก์หรือบริษัทแอลูเวียลทิน (ไทย) จำกัด และบริษัทไซมิสทินซินดิเกต จำกัด ไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินนั้นภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง อันเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แล้วต่อมาโจทก์ขายให้แก่บริษัทแอลูเวียลทิน (ไทย) จำกัด และต่อมาบริษัทแอลูเวียลทิน (ไทย) จำกัด ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทไซมิสทินซินดิเกต จำกัด หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากบริษัทดังกล่าวจนได้สิทธิครอบครองในที่ดินนั้นหาใช่เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยแย่งการครอบครองที่ดินของตนเองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เข้าใจไม่

คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากบริษัทแอลูเวียลทิน (ไทย) จำกัด และบริษัทไซมิสทินซินดิเกต จำกัด เป็นเพียงการกล่าวถึงที่มาแห่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ที่ดินพิพาทมาด้วยวิธีการใดเท่านั้น ไม่ขัดแย้งกับข้ออ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาแต่ประการใด กรณีต้องถือว่ามีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 แย่งการครอบครองที่ดินพิพาท และโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ ส่วนปัญหาว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

เมื่อปี 2526 โจทก์มอบอำนาจให้พยานไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระนองขอออกโฉนดที่ดินในปี 2528 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระนองสั่งให้ช่างรังวัดไปสำรวจรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 กับนางหนู ภริยาของจำเลยที่ 2 ไปคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 กับนางหนู ซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2507 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระนองตรวจสอบเรื่องราวการขอออกโฉนดที่ดินแล้วมีคำสั่งยกเลิกเรื่องราวการรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเสีย เนื่องจากที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดมีพื้นที่ทับคาบเกี่ยวกับที่ดินตามประทานบัตรของบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด ดังนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 แสดงเจตนาอันชัดแจ้งเป็นปฏิปักษ์ต่อโจทก์โดยประสงค์จะแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่มีการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินเป็นต้นมา

จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในปีหนึ่งนับแต่นั้นโจทก์ย่อมขาดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดระนอง - นายอมรพจน์ กุลวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายพันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้