Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อาวุธปืนพกออโตเมติกของกลาง ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตให้มีและใช้นั้นเป็นของบิดาจำเลยโดยถูกต้อง ความผิดของจำเลยอยู่ที่การมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบ ทั้งไม่ปรากฎว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 91, 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียน ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90)

จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม (พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ) มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ริบ (อาวุธปืน) ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 ซึ่งเป็นของผู้มีชื่อที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายจำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 6 นัด กับอาวุธปืนลูกซองสั้นชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับจำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนลูกซองขนาด 20 จำนวน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนทั้งสองกระบอกดังกล่าวติดตัวไปในเมือง และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยยอมรับว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 และกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 6 นัด ซึ่งเป็นของบิดาจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย แต่ให้การปฏิเสธข้อหาอื่น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกพจนาจ งบพิมาย และสิบตำรวจเอกสมพงษ์ ชาโพธิ์ ผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 เวลา 15.40 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกพจนาจ กับพวก ประมาณ 10 คน ได้ออกตรวจท้องที่บริเวณตลาดบางซ่อน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เนื่องจากได้รับแจ้งว่าบริเวณดังกล่าวมีการลักลับจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ เจ้าพนักงานตำรวจทั้งหมดแต่งกายนอกเครื่องแบบ ได้แบ่งกำลังกันชุดละ 2 ถึง 3 คน แล้วแยกย้ายกันตรวจตามทางเข้าออกตลาดซึ่งมีหลายทาง ร้อยตำรวจเอกพจนาจพบจำเลยกำลังเดินบริเวณท้ายตลาด มีท่าทางพิรุธไม่ยอมสบตา และพยายามเดินหนี

ร้อยตำรวจเอกพจนาจจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นตัวจำเลยพบอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 หมายเลขทะเบียน กท. 204407 พร้อมกระสุนปืน 6 นัด ที่บริเวณเอวด้านหน้า อาวุธปืนลูกซองสั้นพร้อมกระสุนปืน 1 นัด ที่เอวด้านหลัง กระสุนปืนลูกซองอีก 1 นัด ที่กระเป๋าคาดเอว ร้อยตำรวจเอกพจนาจแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เห็นว่าร้อยตำรวจเอกพจนาจและสิบตำรวจเอกสมพงษ์ต่างไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน การจับกุมจำเลยมิใช่เกิดจากวัตถุประสงค์ที่จะไปจับกุมจำเลยแต่แรก แต่เจ้าพนักงานตำรวจต้องการไปตรวจบริเวณนั้นตามที่ได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษและจับกุมจำเลยพร้อมอาวุธปืนได้โดยบังเอิญ จึงไม่มีพฤติการณ์ให้น่าสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย

จำเลยเบิกความรับว่าจบการศึกษาระดับอนุปริญญา และเป็นผู้จัดการตลาดดังกล่าวมา 2 ปี และชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การปฏิเสธโดยไม่อธิบายเหตุผล ตามรูปเรื่องไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมโดยมิได้อ่านข้อความก่อน

ที่จำเลยฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกพจนาจเบิกความว่าพบจำเลยที่บริเวณท้ายตลาด ส่วนสิบตำรวจเอกสมพงษ์เบิกความว่าพบจำเลยภายในตลาด อันเป็นการเบิกความแตกต่างกันนั้น เห็นว่า สิบตำรวจเอกสมพงษ์ได้เบิกความตอบโจทก์ว่า ขณะเห็นจำเลย จำเลยกำลังยืนอยู่ภายในตลาดท่าทางพิรุธ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การจับกุมผู้ต้องหาคดีอาวุธปืนฯ สามารถจับกุมได้บริเวณท้ายตลาดบางซ่อน ดังนั้น ที่สิบตำรวจเอกสมพงษ์เบิกความว่า ภายในตลาดจึงหมายถึงบริเวณท้ายตลาดดังที่ได้เบิกความตอบคำถามค้านคำเบิกความของสิบตำรวจเอกสมพงษ์มิได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกพจนาจดังที่จำเลยฎีกา

ที่จำเลยฎีกาว่า ก่อนจับกุมจำเลย 20 นาที เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมนายอิสระในที่เดียวกันมาแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะพาอาวุธปืนติดตัวไปทั้งที่รู้ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจอยู่นับสิบภายในบริเวณนั้น และบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 มีเครื่องหมายให้จำเลยลงลายมือชื่อตรงด้านหน้าและที่ด้านหลังยังให้จำเลยลงลายมือชื่อตรงริมขอบกระดาษทั้ง ๆ ที่ไม่มีข้อความใดผิด น่าเชื่อว่าผู้จัดทำบันทึกดังกล่าวให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้โดยไม่ได้อ่านข้อความให้จำเลยฟัง เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจท้องที่บริเวณตลาดบางซ่อนเนื่องจากได้รับแจ้งว่าบริเวณดังกล่าวมีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ เจ้าพนักงานตำรวจทุกคนแต่งกายนอกเครื่องแบบและเดินตรวจโดยจัดกำลังเป็นชุด

ชุดละ 2 ถึง 3 คน แยกย้ายกันเดินตรวจตามทางออกซึ่งมีหลายทาง การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้จำหน่ายยาเสพติดให้โทษได้ก่อนแล้วจึงจับจำเลยในเวลาต่อมาห่างกันประมาณ 20 นาที ภายในบริเวณเดียวกันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะขณะนั้นเจ้าพนักงานตำรวจแยกย้ายกันตรวจจากทางออกซึ่งมีหลายทาง การที่จำเลยจะหลบหนีไปทางใด ก็ต้องพบเจ้าพนักงานตำรวจ ที่ร้อยตำรวจเอกพจนาจและสิบตำรวจเอกสมพงษ์เบิกความว่า จำเลยมีท่าทางพิรุธโดยพยายามหลบสายตาและมีท่าทางจะเดินหนีจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง จำเลยรู้ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาก็สืบเนื่องจากมีการจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น หากจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปก็เป็นการกระทำก่อนที่จำเลยจะรู้ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่ตลาด

มิใช่จำเลยรู้ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาแล้วยังพกอาวุธปืนติดตัวไปดังที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีและพาอาวุธปืน 2 กระบอก ติดตัวไปในบริเวณตลาดซึ่งเป็นที่สาธารณะมีบุคคลพลุกพล่าน แต่อาวุธปืนของกลางกระบอกหนึ่งคืออาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 เป็นของบิดาจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จึงสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสองกระทงให้เบาลงกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดและจำเลยนำสืบรับว่าจำเลยได้ครอบครองอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 ของกลางดังกล่าวจริง นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยบางส่วนสำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 หมายเลขทะเบียน กท.204407 ของกลาง ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตให้มีและใช้นั้นเป็นของบิดาจำเลยโดยถูกต้องความผิดของจำเลยอยู่ที่การมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบ ทั้งไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 สมควรคืนอาวุธปืนพกกระบอกดังกล่าวแก่เจ้าของ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี รวมโทษทุกระทงแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้คืนอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 หมายเลขทะเบียน กท. 204407 แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกษม วีรวงศ์ · พีรพล พิชยวัฒน์ · ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้