Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 984/2509

พ.ศ. 2509 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2,3 เข้าอยู่ในที่ดินเพื่อกรีดยางของโจทก์นั้น ไม่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นจะพึงวินิจฉัยโจทก์มิได้นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ร่วมในการกระทำละเมิด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามขัดขวางไม่ยอมส่งมอบที่ดินตามสัญญาจำเลยที่ 1 ยังให้จำเลยที่ 2 แจ้งการครอบครองแบบ ส.ค.1 เลขที่ 288/98 ในที่ของโจทก์เพื่อฉ้อโกงโจทก์ จำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิของโจทก์เก็บผลน้ำยางพาราวันละ 3 แผ่นเป็นเงินวันละ 30 บาทตลอดมา โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ถือได้ว่าคำฟ้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุมจำเลยที่ 2 ที่ 3 เข้าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเช่าจากโจทก์ อันเป็นการยึดถือแทนโจทก์ หาได้เข้าอยู่อย่างเป็นเจ้าของไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้บอกกล่าวการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสามยังคงยึดถือแทนโจทก์ตามเดิม ที่พิพาทจึงเป็นของโจทก์จำเลยอ้างว่าโจทก์ถูกแย่งการครอบครองจึงเป็นกรณีตามที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 1375 และเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสามยึดถือที่พิพาทแทนโจทก์ซึ่งเท่ากับโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่พิพาทอยู่ตลอดมา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าสวนของโจทก์ 25 ไร่ จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นบริวาร ครั้นเดือนพฤษภาคม 2502 โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่ดินที่เช่า 3 ไร่เป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าที่ดินโจทก์ 25 ไร่จริง และที่ดิน 3 ไร่นั้นเป็นของโจทก์ ยอมให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเก็บกินในที่ดิน 3 ไร่นั้นตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าผลของสัญญานี้บังคับถึงจำเลยที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ด้วย ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2502 จำเลยทั้งสามไม่ยอมส่งมอบที่ดินตามสัญญา จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 แจ้งการครอบครองในที่เช่าของโจทก์อีก 4 ไร่

จำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิของโจทก์เก็บผลน้ำมันยางเป็นเงินวันละ 30 บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา และขอให้แสดงว่าที่ดิน 4 ไร่เป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าน้ำมันยางแต่วันขัดขวางถึงวันฟ้อง 3,000 บาท และวันต่อ ๆ ไปวันละ 30 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในจำนวนเงิน 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ไร่เป็นของจำเลยที่ 2 ที่ 3 จำนวน 4 ไร่ นอกนั้นเป็นของนางไหม จำเลยที่ 1 ไม่เคยเช่าที่โจทก์ แม้จะมีสัญญาเช่า ก็เพราะโจทก์และพรรคพวกใช้อุบายข่มขู่ให้ทำสัญญา จำเลยทั้งสามเข้าครอบครองตลอดมากว่า 20 ปีแล้ว โจทก์ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้อง ค่าเสียหายไม่เป็นความจริง

โจทก์ฟ้องเคลือบคลุม คดีโจทก์ขาดอายุความศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ที่อำเภอ ที่ดิน 4 ไร่ ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 เข้ากรีดยางเป็นที่ดินของโจทก์รวมอยู่ในที่ดิน 25 ไร่ที่จำเลยที่ 1 เช่าจากโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ใช้ค่าน้ำยางนับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้อง 1,600 บาท และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ใช้ค่าน้ำมันยางนับแต่วันฟ้องแก่โจทก์วันต่อ ๆ ไปวันละ 16 บาทจนกว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 จะมอบที่ดินให้โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 เสียดอกเบี้ยในเงิน 1,600 บาท นับแต่วันฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 เข้าอยู่ในที่ดินเพื่อกรีดยางของโจทก์นั้น ข้ออ้างดังกล่าวไม่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นจะพึงวินิจฉัย ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 นั้น แม้ตามสัญญาประนีประนอม จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ และยอมรับว่าผลของสัญญานี้บังคับตลอดถึงบริวารของจำเลยที่ 1 คือ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ด้วย แต่ในข้อที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิโจทก์เก็บผลน้ำยางพารานั้นนำสืบเพียงว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 เท่านั้นเป็นผู้เข้ากรีดยางในที่พิพาทอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ มิได้นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ร่วมในการละเมิดนี้ ยังไม่พอถือว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2ที่ 3 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยทั้งสามขัดขวางไม่ยอมส่งมอบที่ดินตามสัญญา 4 ไร่ จำเลยที่ 1 ยังให้จำเลยที่ 2 แจ้งการครอบครองแบบ ส.ค.1 เลขที่ 288/98 ในที่ของโจทก์เพื่อฉ้อโกงโจทก์ จำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิของโจทก์เก็บผลน้ำยางพาราวันละ 3 แผ่น เป็นเงินวันละ 30 บาทตลอดมา โจทก์ได้รับความเสียหาย" ถือได้ว่าคำฟ้องนี้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุมศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้เข้าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเช่าจากโจทก์

อันเป็นการยึดถือแทนโจทก์ หาได้เข้าอยู่อย่างเป็นเจ้าของไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้บอกกล่าวการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสามยังคงยึดถือแทนโจทก์ตามเดิม ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4 ไร่จึงเป็นของโจทก์ที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 1374แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้น เห็นว่า จำเลยอ้างว่าโจทก์ถูกแย่งการครอบครอง จึงเป็นกรณีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1375 และเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสามยึดถือที่พิพาทแทนโจทก์ ซึ่งเท่ากับโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่พิพาทอยู่ตลอดเวลา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในคดีนี้ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไฉน บุญยก · จิตติ ติงศภัทิย์ · เพรียง โรจนรัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้