Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2542 (เลขอ้างอิง 98361)

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สำนวนคดีที่ห้าถึงที่สิบ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ที่ 1 ด้วย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงมิใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว ส่วนสำนวนคดีที่สามและที่สี่ แม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์เนื่องจากคำฟ้องทั้งสองสำนวนดังกล่าวโจทก์ที่ 3 ไม่ใช่ผู้เสียหายด้วย โจทก์ที่ 3 จึงมิใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเช่นกันการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน หามีผลให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ทุกสำนวนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันไม่ การที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งด้วยเรื่องผิดสัญญาซื้อขายที่ดินรวมใบอนุญาตและเครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง ซึ่งจำเลยทั้งสองยังมีข้อต่อสู้อยู่ ไม่แน่นอนว่าศาลจะพิพากษาคดีเป็นประการใด การบอกเลิกสัญญาชอบหรือไม่ และคดียังไม่ถึงที่สุด ถือไม่ได้ว่ามูลหนี้ตามที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คเพื่อให้ใช้เงินสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แตกต่างจากกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงยังไม่เลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสิบสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน และเพื่อความสะดวกในการพิจารณาให้ เรียกพนักงานอัยการว่า โจทก์ที่ 1 บริษัทสุมะโนแซนด์ โปรดัคส์ จำกัด ว่า โจทก์ที่ 2 นายเฉลิมพล ติรณพันธ์หรือ สุมโนพรหม ว่า โจทก์ที่ 3 นางสาววราพรหรือวราภรณ์ เทอมแพงพันธ์ ว่า จำเลยที่ 1 และพลตำรวจโท ชัยยุทธหรือสุริยะ โมรานนท์ ว่า จำเลยที่ 2 คดีทั้งสิบสำนวนโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิด อันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ป.อ. มาตรา 83, 91 และขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีที่สามถึงที่หกและที่เก้าติดต่อกัน กับนับโทษของจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่หกถึงที่สิบติดต่อกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องในสำนวนคดีที่หนึ่งและที่สองแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา บริษัทสุมะโน แซนด์ โปรดัคส์ จำกัด โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนคดีที่สามและที่สี่

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) ตามเช็คฉบับแรก ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2538 (สำนวนคดีที่หนึ่ง) ลงโทษจำคุก 1 ปี และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 1 และให้ยกอุทธรณ์ของ โจทก์ที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4224 ถึง 4229/2540 (สำนวนคดีที่ห้าถึงที่สิบ) กับให้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4222 ถึง 4229/2540 (สำนวนคดีที่สามถึงที่สิบ) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4224/2540 ถึง 4229/2540 ของศาลชั้นต้น (สำนวนคดีที่ห้าถึงที่สิบ) และโจทก์ที่ 3 ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4222/2540 และ 4223/2540 ของศาลชั้นต้น (สำนวนคดีที่สามและที่สี่) แล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4224/2540 ถึง 4229/2540 ของศาลชั้นต้น (สำนวนคดีที่ห้าถึงที่สิบ) ทั้งหกสำนวนดังกล่าว โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงมิใช่ คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4222/2540 และ 4223/2540 ของศาลชั้นต้น (สำนวนคดีที่สามและที่สี่)

นั้น แม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์ เนื่องจากคำฟ้อง ทั้งสองสำนวนดังกล่าวโจทก์ที่ 3 ไม่ใช่ผู้เสียหายด้วย โจทก์ที่ 3 จึงมิใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเช่นกัน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน หามีผลให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ทุกสำนวนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีเข้าด้วยกันไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4224/2540 ถึง 4229/2540 ของศาลชั้นต้น (สำนวนคดีที่ห้าถึงที่สิบ) และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4222/2540 ถึง 4229/2540 ของศาลชั้นต้น (สำนวนคดีที่สามถึงที่สิบ) จึงชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ประการต่อมามีว่า การที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 ออกให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย เป็นเหตุให้หนี้ที่จำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อให้ใช้เงินได้สิ้นผลพูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ถือว่าคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งด้วยเรื่องผิดสัญญาซื้อขายที่ดินรวมใบอนุญาตและเครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง ซึ่งจำเลยทั้งสองยังมีข้อต่อสู้อยู่

ไม่แน่นอนว่าศาลจะพิพากษาคดีเป็นประการใด การบอกเลิกสัญญาชอบหรือไม่ และคดียังไม่ถึงที่สุด ถือไม่ได้ว่ามูลหนี้ตามที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คเพื่อให้ใช้เงินสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แตกต่างจากกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วโดยนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1671/2538 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้าง คดีจึงยังไม่เลิกกันตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัตร์ สุขเกษม · จรัญ หัตถกรรม · ชนะ ภาสกานนท์
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครใต้ - นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธ
ศาลอุทธรณ์ - นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้