Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 980/2499

พ.ศ. 2499 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พินัยกรรมที่ทำเป็นเอกสารลับนั้น ผู้ทำจะต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกซองแล้วและพยานไปแสดงต่อกรมการอำเภอ จะให้กรมการอำเภอมาทำนอกที่ว่าการอำเภออย่างพินัยกรรมฝ่ายเมืองดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1659 ไม่ได้เมื่อพินัยกรรมที่ทำอย่างเอกสารลับจะไม่สมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ถูกต้องตามแบบพินัยกรรมธรรมดา ตามมาตรา 1656 แล้ว ก็เป็นอันใช้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทายาทโดยธรรมของนางแย้ม พังงา ตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้อง นางแย้มถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2496มีทรัพย์เป็นมรดก คือ สวน 2 แปลง ราคา 6,000 บาท นา 1 แปลงราคา 6,000 บาท รวมเป็นราคา 12,000 บาท เมื่อนางแย้มถึงแก่กรรมแล้ว โจทก์ได้ร้องขอรับมรดกต่ออำเภอสวี จำเลยคัดค้านว่านางแย้มได้ทำพินัยกรรมลงวันที่ 31 ตุลาคม 2496 ยกทรัพย์มรดกให้แก่เด็กหญิงสุดา บุตรีจำเลยทั้งหมด ทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกสมคบกับทำพินัยกรรมนั้นขึ้นโดยทุจริต เพราะในระหว่างเวลานั้น นางแย้มเป็นคนหลงไหลฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ พินัยกรรมที่ทำขึ้นจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2496 และแบ่งมรดกให้แก่โจทก์โดยวิธีประมูล หรือขายทอดตลาด แล้วแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 6 ส่วน

ราคาประมาณ 2,000 บาทจำเลยให้การต่อสู้ว่า นางแย้ม พังงา ถึงแก่กรรมแล้ว และมีทรัพย์เป็นมรดกตามโจทก์อ้างจริง แต่ทรัพย์มรดกทั้งหมดนี้ นางแย้มได้ทำพินัยกรรมยกให้แก่เด็กหญิงสุดา บุตรีจำเลย เป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อนางแย้มตายแล้ว จำเลยได้ปกครองทรัพย์มรดกของนางแย้มในฐานะมารดาผู้ปกครองเด็กหญิงสุดาตลอดมาจนบัดนี้โดยนายชัด พังงา บิดาเด็กหญิงสุดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยตามกฎหมายศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับที่ทำใหม่ (ตามที่โจทก์ระบุในฟ้อง) นี้ นางแย้มทำในขณะมีสติไม่สมบูรณ์และผิดแบบพินัยกรรมเอกสารลับ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ฉะนั้นพินัยกรรมฉบับนี้จึงตกเป็นโมฆะ พิพากษาว่า พินัยกรรมซึ่งจำเลยอ้างและส่งศาลใช้บังคับไม่ได้ตามกฎหมาย ให้จำเลยซึ่งครอบครองทรัพย์มรดกของนางแย้มอยู่ในเวลานี้จัดแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 6 ส่วน ตามที่โจทก์ขอถ้าการแบ่งไม่สามารถจะทำได้ก็ให้เอาทรัพย์มรดกทั้งหมดขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 6 ส่วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนาย 100 บาท

แทนโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าฝ่ายโจทก์ ฟังว่า ขณะทำพินัยกรรม นางแย้มมีสติดีไม่หลงไหลฟั่นเฟือนประการใด พูดจารู้เรื่อง ทั้งนางแย้มก็อยู่กินกับจำเลยมานาน เหตุผลแสดงว่า นางแย้มคงเต็มใจยกทรัพย์ที่คงเหลืออยู่ให้แก่บุตรจำเลยยิ่งกว่าลูกหลานคนอื่น ๆ ซึ่งมิได้เลี้ยงดูนางแย้มพินัยกรรมที่จำเลยอ้างส่งศาลเขียนด้วยหมึก ลงวัน เดือน ปี ผู้ทำพินัยกรรมได้ลงพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าพยานไม่น้อยกว่า 2 คนพยานเหล่านั้นได้เซ็นชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น แม้จะไม่สมบูรณ์เป็นเอกสารลับตามแบบในมาตรา 1660 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะผู้ทำพินัยกรรมมิได้ผนึกใส่ซองเองแต่ก็ย่อมสมบูรณ์ตามแบบพินัยกรรมที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 1656 จึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำชี้ขาดของศาลชั้นต้น

อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมและค่าทนาย 2 ศาล เป็นเงิน 175 บาท แทนจำเลยโจทก์ฎีกาต่อมาศาลฎีกาได้ฟังคำแถลงการณ์และประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความรับกันว่า บัญชีเครือญาติท้ายฟ้องโจทก์ถูกต้องที่สวนและนารายพิพาทเป็นของนางแย้มผู้ตายซึ่งเป็นยายโจทก์นางแย้มผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2496 มีอายุได้ 83 หรือ 84 ปีคงมีประเด็นข้อโต้เถียงกันข้อเดียวว่า นางแย้มผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังที่จำเลยอ้าง ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2496 ยกทรัพย์รายพิพาทให้แก่เด็กหญิงสุดา บุตรีจำเลยหลานผู้ตายจริงหรือไม่ โดยโจทก์เถียงว่าพินัยกรรมที่จำเลยอ้าง

จำเลยสมคบกันทำขึ้นโดยเจตนาทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมายข้อเท็จจริงได้ความที่โจทก์จำเลยนำสืบด้วยว่า นางแย้มตายที่บ้านเรือนของนางแย้ม ซึ่งจำเลยผู้เป็นภริยานายชัดบุตรผู้ตายอยู่ร่วมเรือนเดียวกันมา หรือนัยหนึ่งผู้ตายตายขณะที่อยู่กับจำเลยในขณะนั้นนายชัด สามีจำเลยไปต้องโทษอยู่ จำเลยกับนายชัดมีบุตรด้วยกันรวมทั้งเด็กหญิงสุดาด้วย 4 คนด้วยกัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันให้ถูกต้องตามกฎหมายโจทก์นำสืบว่า เมื่อก่อนหน้านางแย้มตายสัก 1 เดือน นางแย้มสติหลงไหล เห็นโจทก์มาเยี่ยมก็ทักว่าเป็นสามี ซึ่งความจริงสามีตายไปแล้ว ขณะนั้นมือขวาและเท้าขวานางแย้มกระดุกกระดิกไม่ได้ และกินนอนอยู่ที่ร้านเพิงหน้าบันไดเรือน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะเลอะเทอะไม่นุ่งผ้าโดยไม่รู้สึกตัว

ก่อนตายราว 8-9 วัน จำเลยได้ย้ายเอาเข้าไปอยู่ในเรือน ตอนนี้ได้แต่ครางพูดไม่ได้ นายนามแพทย์ตำบลมารักษาว่าเป็นโรคอ่อนเพลียตามประสาคนแก่ พูดไม่ได้ความเมื่อตอนขึ้นอยู่บนเรือนแล้วไม่ค่อยนุ่งผ้า พูดไม่ได้เรื่องเสื้อผ้าเหม็นอุจจาระปัสสาวะ ตอนบ่ายวันที่ 31 ตุลาคม 2496 นายน้อมผู้เป็นหลานชงนมให้กินก็ไม่กินและนอนเฉยอยู่ไม่พูดจาจำเลยนำสืบว่า จำเลยอยู่กินกับนายชัดบุตรนางแย้มที่บ้านเรือนนางแย้มมา 16, 17 ปี มีบุตรสี่คนด้วยกัน และอยู่มาจนนางแย้มตายเมื่อ พ.ศ. 2495 นางแย้มได้ทำพินัยกรรมไว้ครั้งหนึ่งยกสวนและนาพิพาทให้เด็กหญิงสุดา ซึ่งนายจันทร์เป็นคนเขียน และนายเพียร นางอิ่ม นายเชิ้มเป็นพยาน ต่อมาจำเลยนำคำร้องของนางแย้มยื่นต่ออำเภอ

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2496 ว่า นางแย้มทำพินัยกรรมลับไว้ขอให้นายอำเภอไปจดทะเบียนให้ นายไมตรี ปลัดอำเภอ พยานจำเลยจึงได้ออกไปจัดการเพื่อจดทะเบียนให้ในวันที่ 31 ตุลาคม 2496แต่พยานในพินัยกรรมเก่าไม่มาจดทะเบียนไม่ได้ จึงได้มีการเขียนพินัยกรรมใหม่ ตามฉบับเก่าที่ทำไว้เมื่อ พ.ศ. 2495 โดยนายจ้วนกำนันตำบลนาโพธิ์เป็นคนเขียนคัดขึ้นใหม่ เสร็จแล้วอ่านให้นางแย้มฟังแล้วให้นางแย้มลงพิมพิ์ลายนิ้วมือไว้ มีนางอิ่มคนที่เคยเป็นพยานในพินัยกรรมเก่านางลอยเป็นพยาน กับมีนายจ้วนกำนันผู้เขียนเป็นพยานแล้วมอบพินัยกรรมให้นายไมตรี ๆ เอาใส่ซองจัดการบันทึกให้นางแย้มพิมพิ์ลายนิ้วมือทับรอยผนึกซอง และให้นางอิ่มนางลอยลงนามเป็นพยานไว้ที่ซองอีกด้วยแล้วนายไมตรีนำพินัยกรรมนั้นไปเก็บรักษาไว้ที่อำเภอขณะทำพินัยกรรมนั้น

นางแย้มมีสติดีพูดจากันรู้เรื่อง พยานจำเลยที่นำสืบมีตัวจำเลยนางอิ่ม นางลอย นายไมตรี ปลัดอำเภอ ส่วนนายจ้วนกำนันผู้เขียนพินัยกรรมจำเลยก็อ้างไว้แต่ไม่ติดใจสืบได้พิจารณาคำพยานทั้งสองฝ่ายตลอดแล้วเห็นว่า ในข้อว่าขณะที่นางแย้มผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับรายพิพาทไว้ นางแย้มมีสติดีต้องการทำพินัยกรรมจริงหรือไม่นั้น โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่านางแย้มเป็นคนหลงไหลสติฟั่นเฟือนไม่สมประกอบดังที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง คงมีแต่พยานรู้เห็นว่าก่อนตาย 8-9 วัน นางแย้มพูดจาไม่ได้หรือพูดไม่ได้เรื่อง ฝ่ายจำเลยมีพยานประกอบกันหลายปากว่า นางแย้มมีสติดี และทำพินัยกรรมฉบับรายพิพาทไว้จริง ทั้งเหตุผลก็ส่อให้น่าเชื่อว่า นางแย้มตั้งใจทำพินัยกรรมยกทรัพย์รายพิพาทให้แก่เด็กหญิงสุดา

เพราะเป็นหลานและอยู่บ้านเรือนเดียวกันพ่อก็ไปต้องโทษอยู่ ผู้ตายได้รับความอุปการะจากจำเลยผู้เป็นมารดาเด็กหญิงสุดามาจนถึงแก่กรรม ทั้งเมื่อ พ.ศ. 2495 ผู้ตายก็ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์รายพิพาทให้เด็กหญิงสุดาหลานคนนี้ไว้คราวหนึ่งแล้วและในการทำพินัยกรรมครั้งหลังนี้ตามความมุ่งหมายจะให้เป็นเอกสารลับเพราะป่วยออด ๆ แอด ๆ จึงขอให้กรมการอำเภอไปทำให้ ตามมาตรา 1660 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบังคับให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกซองและลงลายมือชื่อคาบรอยผนึกซอง ต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกซองแล้วและพยานไปแสดงต่อกรมการอำเภอ ฯลฯ เหล่านี้ ไม่มีบทมาตราใดผ่อนผันให้กรมการอำเภอมาทำนอกที่ว่าการอำเภออย่างพินัยกรรมฝ่ายเมืองดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 1659 ได้

แม้พินัยกรรมรายพิพาทจะกระทำขึ้นไม่ถูกต้องตามตัวบทที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ดี แต่ก็เป็นอันเห็นได้ชัดว่า พินัยกรรมรายพิพาทได้ทำขึ้นถูกต้องตามแบบพินัยกรรมธรรมดาตามความในมาตรา 1656 แล้วเป็นอันใช้ได้ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 1077/2494 คดีระหว่างนางสาวน้าว ดีโท กับพวกโจทก์ นางเพิ่ม ห่วงมี กับพวกจำเลย เป็นบรรทัดฐานอยู่แล้ว ฎีกาโจทก์เป็นอันฟังไม่ขึ้นเหตุนี้จึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์เสีย ให้โจทก์ใช้ค่าทนายในชั้นฎีกาเป็นเงิน 75 บาท แทนจำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นนทประชา · นนทปัญญา · ดุลยการณ์โกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้