Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนส่งหมายเรียกโจทก์และภรรยากับบุตรมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 261/6-8 ตลอดมา โดยโจทก์มีสถานภาพเป็นหัวหน้าโจทก์และครอบครัวแจ้งย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่บ้านเลขที่ 496/8-9หลังจากมีการส่งหมายเรียกเกือบ 1 ปี การส่งหมายเรียกให้โจทก์ณ บ้านเลขที่ 261/6-8 ถือว่าเป็นการส่งให้โจทก์ ณ บ้านของผู้รับเมื่อผู้ที่บรรลุนิติภาวะ และอยู่ในบ้านนั้นรับหมายไว้แทนโจทก์จึงเป็นการส่งหมายที่ชอบแล้ว โจทก์ซื้อที่ดินเนื้อที่รวมประมาณ 30 ไร่ อ้างว่าจะทำสวนกล้วยไม้ เป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นมาประกอบข้ออ้างดังกล่าวนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าต้องขายที่เพื่อชำระหนี้ธนาคารนั้น ลูกหนี้ธนาคารมิใช่ตัวโจทก์และธนาคารก็มิได้ฟ้องเร่งรัดหนี้ ทั้งที่ดินที่ขายก็มิได้ติดจำนองธนาคารโจทก์ขายที่ดินภายหลังจากซื้อมาในระยะเวลาอันสั้น ส่อแสดงว่าโจทก์ขายที่ดินโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 8 ป.รัษฎากร มาตรา 42

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1185 และ102780 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร มาในราคา3,649,000 บาท เพื่อทำสวนกล้วยไม้ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศแต่ปรากฏว่าตลาดกล้วยไม้ในต่างประเทศซบเซาโจทก์จึงต้องระงับโครงการทำสวนกล้วยไม้ไว้ก่อนในระยะนั้นโจทก์ตั้งบริษัทประสพลาภจำกัด เพื่อสร้างโรงโม่หินขนาดใหญ่แต่เงินทุนไม่พอ โจทก์จึงกู้เงินจากธนาคารกสิกรไทยมาลงทุนโดยนำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไปเป็นประกันโดยโจทก์ลงชื่อมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ธนาคารเป็นผู้ไปดำเนินการจดทะเบียนจำนอง ต่อมาปี 2523 บริษัทประสพลาภ จำกัดขาดทุนและเป็นหนี้ธนาคารประมาณ 8,000,000 บาท ธนาคารเร่งรัดมายังโจทก์ให้ชำระหนี้มิฉะนั้นจะฟ้องร้อง

โจทก์จึงขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นเงิน 6,000,000 บาท แล้วนำเงินไปชำระหนี้ธนาคารเมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2523โจทก์มิได้กรอกเงินได้จำนวน 6,000,000 บาทนี้ไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ เพราะเข้าใจว่าไม่ต้องกรอกเนื่องจากโจทก์มิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ต่อมาปี 2525 มีแถลงการณ์กระทรวงการคลังให้โอกาสผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรไปกรอกแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ให้ครบถ้วนในเวลาที่กำหนดแล้วจะพ้นความรับผิดทั้งปวง โจทก์จึงกรอกแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วนำไปยื่นต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจแล้วแจ้งว่า"ไม่มีเงินเรียกเก็บ"

ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินในสังกัดของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2523 เป็นเงิน 1,630,648 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเงินเพิ่มลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มตามกฎหมาย ซึ่งมีผลให้ค่าภาษีลดลงเหลือ1,494,761.51 บาท การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะการขายที่ดินของโจทก์มิใช่การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จึงไม่ต้องนำเงินได้ในส่วนนี้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และโจทก์ได้กรอกเงินได้จำนวนนี้ในแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและยื่นต่อจำเลยที่ 1 ภายในเวลาตามแถลงการณ์กระทรวงการคลังแล้ว จึงพ้นความรับผิดทั้งปวงนอกจากนี้การประเมินภาษีโจทก์ดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินจะต้องออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ไม่เคยได้รับหมายเรียกและเจ้าพนักงานประเมินไม่เคยไต่สวนหรือตรวจสอบก่อนการประเมินจึงไม่ชอบทั้งได้แจ้งการประเมินไปยังบ้านเลขที่ 261/6-8 แขวงรองเมืองเขตปทุมวัน

กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบ้านของหลานชายโจทก์และขณะนั้นโจทก์ป่วยหนักอยู่ที่จังหวัดราชบุรี การแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้เลขที่ 1041/1/23405 ลงวันที่ 20 กันยายน 2528 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 17/2532/1 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2531จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ตรวจวิเคราะห์แบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2523 ของโจทก์แล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์เสียภาษีไว้ไม่ครบถ้วน จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19, 23, 87 ตรี และ 123 แห่งประมวลรัษฎากร ออกหมายเรียกให้โจทก์ไปพบเพื่อตรวจสอบไต่สวนโดยให้เจ้าพนักงานเดินหมายของจำเลยที่ 1 นำหมายไปส่งที่บ้านเลขที่ 261/6-8 ถนนจารุเมือง

แขวงรองเมือง เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านของโจทก์และบุคคลในบ้านดังกล่าวเป็นผู้รับหมายเรียกจึงเป็นการส่งหมายเรียกโดยชอบแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ไปพบเจ้าพนักงานตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินจึงพิจารณาตามหลักฐานโดยพิจารณาเห็นว่าเมื่อปี 2521โจทก์ซื้อที่ดิน 2 แปลงตามฟ้อง เนื้อที่รวม 30 ไร่เศษ ราคา3,550,000 บาท แล้วขายไปในปี 2523 ราคา 6,000,000 บาทโจทก์ถือครองที่ดินเพียง 2 ปี โดยไม่มีการปรับปรุงหรือทำประโยชน์ในที่ดินแต่ประการใดจึงเชื่อว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร การขายที่ดินของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 42(9) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือได้รับยกเว้นตามประกาศคำชี้แจงกรมสรรพากรฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์2525 การประเมินจึงชอบแล้ว

เจ้าพนักงานเดินหมายของจำเลยที่ 1 นำหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ไปส่งให้โจทก์ ณ บ้านเลขที่ 261/6-8 ถนนจารุเมือง ซึ่งเป็นที่อยู่ของโจทก์ตามทะเบียนบ้าน และบุคคลในบ้านนั้นรับหนังสือไว้แทนโจทก์ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินนั้นน่าเชื่อว่าโจทก์เพิ่งทราบการประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงถือว่าโจทก์อุทธรณ์ภายในกำหนดและเห็นว่าโจทก์ได้ยื่นขอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายที่ดินตามแถลงการณ์กระทรวงการคลัง พ.ศ.2525 ทั้งให้ความร่วมมือด้วยดีในชั้นพิจารณาอุทธรณ์จึงลดเงินเพิ่มให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มตามกฎหมายการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนก่อนประเมินโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีนายสมมาตร สังขะทรัพย์ สรรพากรเขตพื้นที่ 3 กรุงเทพมหานครและนายธานี วิราวรรณวัฒน์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 4 เบิกความว่าได้ออกหมายเรียกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2528 ตามเอกสารหมายล.1 แผ่นที่ 34 แล้วให้นายศุภร สุทธิยุทธ์ นำไปส่งให้โจทก์ที่บ้านเลขที่ 261/6-8 ถนนจารุเมือง แขวงรองเมือง เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร นายศุภร เบิกความว่า ส่งหมายเรียกเมื่อวันที่ 4มีนาคม 2528 นายไพบูลย์ วิริยะวัฒน์ ซึ่งอยู่ที่บ้านดังกล่าวและบรรลุนิติภาวะแล้วรับหมายเรียกไว้แทนโจทก์ ปรากฏตามใบรับหมายเรียกเอกสารหมาย

ล.1 แผ่นที่ 33 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรโดยชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าต้องส่งหมายเรียกไปที่บ้านเลขที่ 496/8-9 ถนนเพชรบุรีแขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของโจทก์และโจทก์ได้ระบุไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เห็นว่า ก่อนส่งหมายเรียกโจทก์และภริยากับบุตรอีก 5 คน มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 261/6-8 ถนนจารุเมือง แขวงรองเมืองเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตลอดมาโดยโจทก์มีสถานภาพเป็นหัวหน้าโจทก์และครอบครัวแจ้งย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่บ้านเลขที่ 496/8-9ถนนเพชรบุรี เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2529 หลังจากมีการส่งหมายเรียกเกือบ 1 ปี โจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์เคยอยู่ที่บ้านเลขที่ 261/6-8 ถนนจารุเมือง

เหตุที่โจทก์ย้ายไปอยู่บ้านเลขที่ 496/8-9 ถนนเพชรบุรี แล้วโจทก์ยังไม่ย้ายทะเบียนบ้านไปด้วยเพราะนายอำเภอปทุมวันขอร้องไม่ให้ย้ายเนื่องจากต้องการให้โจทก์ช่วยเหลือเกี่ยวกับงานสังคมส่วนรวมของอำเภอปทุมวัน จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ยังคงใช้บ้านเลขที่ 261/6-8 ถนนจารุเมือง เป็นที่อยู่ของโจทก์มิฉะนั้นนายอำเภอปทุมวันคงจะไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากโจทก์จนกระทั่งโจทก์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้การส่งหมายเรียกให้โจทก์ ณ บ้านเลขที่ 261/6-8 ถนนจารุเมืองจึงถือได้ว่าเป็นการส่งไปให้โจทก์ ณ บ้านของผู้รับ ตามความหมายของมาตรา 8 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นเมื่อผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่ในบ้านนั้นรับไว้แทนโจทก์จึงเป็นการส่งที่ชอบแล้วปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อที่สองว่า

จำเลยที่ 1 ได้ส่งแบบแจ้งการประเมินให้โจทก์โดยชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายศุภรได้นำหนังสือแจ้งการประเมินตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 8ไปส่งให้โจทก์ที่บ้านเลขที่ 261/6-8 ถนนจารุเมือง แขวงรองเมืองเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านและถือว่าเป็นบ้านของโจทก์ เมื่อนายสมศักดิ์ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งน่าเชื่อตามทางนำสืบของจำเลยว่าอยู่ในบ้านดังกล่าวและบรรลุนิติภาวะแล้วเป็นผู้รับไว้แทนโจทก์ตามใบรับหนังสือแจ้งภาษีอากรเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 7 จึงเป็นการส่งแบบแจ้งการประเมินให้โจทก์โดยชอบแล้วโจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า การประเมินของจำเลยที่ 1และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เพราะโจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1185และ 102780 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เมื่อปี2523 ในราคา 6,000,000 บาท โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรจึงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นั้น เห็นว่า โจทก์มีอาชีพทำโรงโม่หินไม่มีความรู้ด้านทำสวนกล้วยไม้เลย ส่วนผู้ที่จะร่วมทุนทำสวนกล้วยไม้เพื่อตัดดอกส่งขายต่างประเทศด้วยคือ นาวาเอกแสวงบุญยัง กับ พันเอกกระจ่าง ธรรมรักษา ต่างเบิกความว่า พยานทั้งสองได้เลิกอาชีพทำสวนกล้วยไม้เพื่อขายดอกเพราะตลาดดอกกล้วยไม้ซบเซาก่อนที่โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลง และการร่วมลงทุนก็ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจะลงทุนกันอย่างไร คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเพื่อนโจทก์โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบเพียงแต่มีคำเบิกความเท่านั้นจึงเลื่อนลอย ข้ออ้างของโจทก์ว่าโจทก์ซื้อที่ดินเพื่อจะทำสวนกล้วยไม้จึงไม่น่าเชื่อ

โจทก์ซื้อที่ดินตามโฉนดดังกล่าว 2 แปลงติดกันรวมเนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวาซึ่งเป็นที่ดินจำนวนมากเกินกว่าจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยและขายที่ดินไปตามสภาพทุ่งนาเดิม ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรในที่ดิน หลังจากซื้อที่ดินไม่ถึง 2 ปี กล่าวคือ โจทก์ซื้อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน2521 ขายไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2523 เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ขายที่ดินที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42(9) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์จำเป็นต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ธนาคารนั้น เห็นว่า

ลูกหนี้ธนาคารมิใช่ตัวโจทก์แต่เป็นบริษัทประสพลาภ จำกัด และธนาคารเจ้าหนี้มิได้ฟ้องร้องเร่งรัดให้ลูกหนี้ชำระหนี้แต่อย่างใด ทั้งที่ดินที่ขายก็มิได้ติดจำนองธนาคารเจ้าหนี้ ข้ออ้างความจำเป็นในการขายที่ดินจึงฟังไม่ขึ้นคำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ การประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล สระฏัน · เจริญ นิลเอสงฆ์ · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8669/2560

มาตรา 42 แห่ง ป.รัษฎากร บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้... (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง" ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 271 (พ.ศ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6132/2560

เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกทั้งสองฉบับ โดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 19 เนื่องจากเป็นกรณีโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ไม่ถูกต้อง และในกรณีที่มีการแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832/2559

ป.พ.พ. มาตรา 68 บัญญัติว่า "ภูมิลำเนาของนิติบุคคลได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือถิ่นอันเป็นที่ตั้งที่ทำการ..." และ ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2559 (เลขอ้างอิง 596515)

ป.รัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้... (9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2559

โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีจำนวนเงินตรงกับจำนวนภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยอ้างมูลเหตุในคำร้องขอคืนภาษีว่า โจทก์เข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดแต่ได้นำเงินที่จ่าย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้