Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9774/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เหตุที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้อเลิกจ้าง ข. ลูกจ้างเพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนในข้อขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว การเตือนในครั้งแรกตามหนังสือเตือน ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นการเตือนเนื่องจาก ข. ขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูงอันเป็นผลมาจากการที่ ข. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในฐานดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ แต่ในการกระทำผิดครั้งหลังเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เป็นเรื่อง ข. ไม่ไปตรวจสอบสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแล้วทำรายงานเท็จเสนอต่อโจทก์ว่าตรวจสอบแล้ว ซึ่งเป็นคนละกรณีกันไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน อันจะมีผลให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ ข. ไม่ไปตรวจสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทำรายงานเท็จต่อโจทก์เป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 199

คำฟ้องและคำให้การ

เหตุที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้อเลิกจ้าง ข. ลูกจ้างเพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนในข้อขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว การเตือนในครั้งแรกตามหนังสือเตือน ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นการเตือนเนื่องจาก ข. ขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูงอันเป็นผลมาจากการที่ ข. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในฐานดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ แต่ในการกระทำผิดครั้งหลังเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เป็นเรื่อง ข. ไม่ไปตรวจสอบสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแล้วทำรายงานเท็จเสนอต่อโจทก์ว่าตรวจสอบแล้ว ซึ่งเป็นคนละกรณีกันไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน อันจะมีผลให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ ข. ไม่ไปตรวจสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทำรายงานเท็จต่อโจทก์เป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือนนั้น ไม่ใช่เหตุที่โจทก์อ้างในการเลิกจ้าง ข. ตามหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่สามารถยกขึ้นอ้างในการเลิกจ้าง ข. โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 119 วรรคท้ายโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 50/2553 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติว่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 โจทก์รับนายขจรวิทย์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้ประสานสถานีรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีทีเอส) ฝ่ายรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ออกตรวจพนักงานรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟฟ้า รวม 24 สถานี ตามสัญญาจ้างแรงงาน ต่อมานายขจรวิทย์เข้าประจำสำนักงานใหญ่ วันที่ 3 เมษายน 2553 นายขจรวิทย์ดื่มสุราและขับขี่ยานพาหนะ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีและวันที่ 5 เมษายน 2553 นายขจรวิทย์หยุดงานไปศาล วันที่ 4 มิถุนายน 2553 ผู้บังคับบัญชาเรียกนายขจรวิทย์มาตักเตือนเรื่องขับขี่ยานพาหนะขณะเมาสุรา นายขจรวิทย์โต้เถียงผู้บังคับบัญชาไม่ยอมรับผิดและไม่ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง วันที่ 8 มิถุนายน 2553 โจทก์ออกหนังสือเตือนนายขจรวิทย์ฐานขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูง วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 นายขจรวิทย์ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการตรวจสอบหน่วยงานด้านคุณภาพและด้านความปลอดภัยของสถานีรถไฟฟ้า 5 สถานี

รวมทั้งงานอาคารเซ็นเตอร์พอยท์ ซอยเพชรบุรี 15 เพื่อตรวจสอบคุณภาพการบริการด้านความปลอดภัย นายขจรวิทย์ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่แต่กลับเขียนรายงานเท็จต่อโจทก์ วันที่ 3 กันยายน 2553 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างนายขจรวิทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายขจรวิทย์ลูกจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่านายขจรวิทย์เคยได้รับคำเตือนเพราะเหตุขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชามาแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 การกระทำครั้งนี้จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดียวกัน คือ ฐานขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมตามนัยแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายขจรวิทย์ลูกจ้าง และตามหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ว่า ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดยไม่เชื่อฟัง

ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ให้ความเคารพผู้บริหารระดับสูงตามหนังสือเตือนลงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 และต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ได้รับคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ตรวจสอบหน่วยงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่กลับแจ้งความเท็จโดยทำรายงานปลอมว่าตรวจสอบแล้ว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งที่เคยได้รับการตักเตือนในเรื่องดังกล่าวมาแล้วไม่หลาบจำกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดียวกันอีกในเรื่องขัดขืนต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และ/หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ทั้งเป็นการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อีกส่วนหนึ่งด้วย จึงเห็นได้ว่าเหตุที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้อเลิกจ้างนายขจรวิทย์เพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนในข้อขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว

ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการเตือนในครั้งแรกเป็นการเตือนเนื่องจากลูกจ้างขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูงอันเป็นผลมาจากการที่ลูกจ้างถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในฐานดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ แต่ในการกระทำผิดครั้งหลังนี้เป็นเรื่องไม่ไปตรวจสอบสถานที่แล้วทำรายงานเท็จเสนอต่อโจทก์ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนอันจะมีผลให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ดังนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่นายขจรวิทย์ไม่ไปตรวจสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทำรายงานเท็จต่อโจทก์นั้นเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง

นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือนนั้น ไม่ใช่เหตุที่โจทก์อ้างในการเลิกจ้างนายขจรวิทย์ตามหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่สามารถยกขึ้นอ้างในการเลิกจ้างนายขจรวิทย์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 119 วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้