Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองที่พิพาทร่วมกับจำเลยการที่โจทก์มีชื่อในแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1)ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยโอนและแบ่งแยกที่ดินแบบแจ้งการครอบครอง เลขที่ 148 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาศาลเป็นการแสดงเจตนา หากจำเลยแบ่งแยกไม่ได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ได้ความในเบื้องต้นว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่มี ส.ค.1 มีชื่อโจทก์จำเลยและนายอินทร์ สุวรรณ์ สามีจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามเอกสารหมายจ.1 มีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทหนึ่งในสามหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทร่วมกับจำเลยหรือไม่ก่อน ข้อนี้จำเลยเบิกความว่าจำเลยรับการยกให้ที่พิพาทจากนายอ้นเมื่อจำเลยอายุได้ 23 ปีเมื่อรับการยกให้แล้วจำเลยได้บุกเบิกถางทำกินและปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าว

ขณะนั้นโจทก์อายุ 10 ปีเศษ อาศัยอยู่กับมารดาโจทก์ห่างจากที่พิพาทประมาณ 4-5 เส้น โจทก์ไม่เคยเข้ามาช่วยบุกเบิกทำกิน ข้อเท็จจริงข้อนี้จำเลยนำนางลูกจันทร์ คำนุช และนางกุหลาบ ชอบธรรม มาเบิกความยืนยันว่ารู้จักจำเลยมา 50 ปี และ 20 ปีตามลำดับ ที่พิพาทเดิมเป็นป่า เห็นจำเลยและสามีเข้าไปถากถางโดยโจทก์ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องด้วย และเมื่อพิเคราะห์ถึงพยานฝ่ายโจทก์ปรากฏว่าโจทก์เคยเบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 55/2526 ของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาท โจทก์เพิ่งทราบว่าโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่พิพาท เมื่อจำเลยคดีนี้ไปตามโจทก์มาหลังจากนายอินทร์สามีจำเลยตายไปแล้ว คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำเบิกความก่อนมีคดีพิพาทกับโจทก์ จึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าเป็นความจริงคำเบิกความของโจทก์ในคดีนี้ที่ว่าได้ร่วมบุกเบิกที่พิพาทกับจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้

ศาลฎีกาฟังว่าโจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองที่พิพาทร่วมกับจำเลยแต่อย่างใด การที่โจทก์เพียงแต่มีชื่อในแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) นั้นไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทได้ เทียบตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1019/2510 คดีระหว่างนางสาวหวังจิ โจทก์นายเขียว ปรั่งพันธ์ จำเลย นายหมี ปรั่งพันธ์ ผู้ร้องขัดทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความสามศาลเป็นเงิน 1,501 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยรรยง อิทธิพงษ์ · พิชัย วุฒิจำนงค์ · อภินย์ ปุษปาคม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1476/2561

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากพระภิกษุ ป. และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แต่ที่ดินพิพาทกลับมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4622/2550

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่าขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้ง ที่ดินตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8551/2550

โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา จำเลยไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของจำเลยบางส่วนออกทับที่ดิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2548

การได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้วและที่ดินที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ เมื่อได้ความว่าโจทก์จดทะเบียนรับโอนอาคารและที่ดินโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3735/2545

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหก เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาทโดยมิได้แบ่งแยกเนื้อที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้