Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9759/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี หลักในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมา กฎหมายถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามีโดยสามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นดังบัญญัติไว้ในมาตรา 57 เบญจ แม้โจทก์จะเคยเสียภาษีในฐานะคนโสดแต่ภายหลังมีภริยาและต้องเสียภาษีในฐานะมีคู่สมรสมิใช่ในฐานะคนโสดอีกต่อไป ทั้งภริยาโจทก์มีเงินได้ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ได้แยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากโจทก์ จึงไม่ถือว่าเงินได้ของภริยาโจทก์นั้นเป็นเงินได้ของโจทก์ด้วยตามมาตรา 57 เบญจ โจทก์และภริยาจึงต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหักค่าลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ) กึ่งหนึ่งตามบัญญัติของมาตรา 57 เบญจ (6) ส่วนจำนวนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ) นั้น ป.รัษฎากรให้หักค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่วิธีการหักต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 57 เบญจ (6) ซึ่งให้สิทธิภริยาหักค่าลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ) กึ่งหนึ่ง ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2539 ภริยาโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และได้แยกยื่นรายการเพื่อเสียภาษี ภริยาโจทก์มิได้หักลดหย่อนส่วนนี้ไว้ ทำให้ต้องเสียภาษีเกินไป ก็มีสิทธิขอคืนได้และกรมสรรพากรก็มีหน้าที่ต้องคืนให้ โจทก์จึงมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เพียง 5,000 บาท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบ ภ.ง.ด. 12 ที่ 41300010/1/102535 ลงวันที่ 26 กันยายน 2540 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามแบบ ภ.ส. 7 ที่ ปท. 0004/2541 ฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540

จำเลยทั้งห้าให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบ ภ.ง.ด. 12 เลขที่ 41300010/1/102535 ฉบับลงวันที่ 26 กันยายน 2540 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามแบบ ภ.ส. 7 เลขที่ ปท. 0004/2541 ฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 300 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนสมรสโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด และมีดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ต้องชำระมากกว่าปีละ 10,000 บาท แต่มีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมปีละ 10,000 บาท ปี 2535 โจทก์ได้สมรสและในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2539 ได้แยกยื่นรายการ (ภ.ง.ด. 91) ต่างหากจาก คู่สมรสและใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพียงฝ่ายเดียวเป็นเงิน 10,000 บาท แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ปรับปรุงการหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของโจทก์เหลือเพียง 5,000 บาท แล้วประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงิน 326 บาท (ค่าภาษีที่ชำระขาดไป 295 บาท + เงินเพิ่ม 31 บาท)

โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินแล้ว แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ มีปัญหาวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเป็นจำนวนเท่าใด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี หลักในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมา กฎหมายถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามีโดยสามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 57 เบญจ ซึ่งบัญญัติว่า "มาตรา 57 เบญจ ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่

ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรี ก็ได้ ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ดังนี้ (6) สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ) กึ่งหนึ่ง" ซึ่งในกรณีนี้จึงจะถือว่าเงินได้ของภริยามิได้เป็นเงินได้ของสามีในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาเสียภาษีนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 47 ยอมให้หักค่าลดหย่อนได้เพื่อบรรเทาภาระภาษี ส่วนวิธีการหักค่าลดหย่อนจะหักได้แค่ไหน เพียงใดและมีวิธีการอย่างไร กฎหมายได้จำแนกออกไปอีกเช่นว่าเป็นคนโสด หรือมี

คู่สมรส หรือเป็นเงินได้ประเภทใด แยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากหรือไม่ เป็นต้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้แม้โจทก์จะเคยเสียภาษีมาในฐานะคนโสด แต่ภายหลังมีภริยาและต้องเสียภาษีในฐานะมี คู่สมรสมิใช่ในฐานะคนโสดอีกต่อไป ทั้งภริยาของโจทก์นั้นมีเงินได้ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ได้แยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากโจทก์จึงไม่ถือว่าเงินได้ของภริยาโจทก์นั้นเป็นเงินได้ของโจทก์ด้วยตามมาตรา 57 เบญจ โจทก์และภริยาจึงต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหักค่าลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ) กึ่งหนึ่ง ตามบทบัญญัติของมาตรา 57 เบญจ (6) ที่กล่าวมา ส่วนจำนวนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ) นั้น ประมวลรัษฎากรให้หักค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่วิธีการหักต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้แก่ประกาศฉบับที่ 24 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2529 ข้อ 1 (8) ความว่า "ข้อ 1 การหักลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ให้หักค่าลดหย่อนได้ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้? (8) กรณีผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิหักลดหย่อนอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาได้สมรสกันให้ยังคงหักลดหย่อนได้ดังนี้ (ก) ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ขอหักลดหย่อน ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท (ข) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนให้หักลดหย่อนได้รวมกันตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

กรณีผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิหักลดหย่อนอยู่ก่อนแล้วตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ สามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้ยังคงหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท?" กรณีของโจทก์ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติในวรรคสองของ (8) เพราะโจทก์เพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้มีสิทธิหัก ค่าลดหย่อนอยู่ก่อนสมรส ปัญหาว่า จะหักค่าลดหย่อนได้เต็มจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท หรือจะหักได้เพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ปรากฏว่าโจทก์มีดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จ่ายจริงเกิน 10,000 บาท จึงมีปัญหาว่าจะหักค่าลดหย่อนได้เพียง 10,000 บาท หรือเพียง 5,000 บาท เห็นว่า ประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรที่กล่าวมาต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 57 เบญจ (6) ซึ่งให้สิทธิภริยาหักค่าลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ)

กึ่งหนึ่ง ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2539 ภริยาโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และได้แยกยื่นรายการเพื่อเสียภาษีต่างหากจากโจทก์ มิใช่กรณีที่ถือว่าเงินได้ของภริยาเป็นเงินได้ของสามี ภริยาโจทก์จึงมีสิทธิหัก ค่าลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกึ่งหนึ่ง คือ 5,000 บาท แม้หากในการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีภริยาของโจทก์มิได้หักค่าลดหย่อนส่วนนี้ไว้ ทำให้ต้องเสียภาษีเกินไป ก็มีสิทธิขอคืนได้และกรมสรรพากรก็ที่มีหน้าที่ต้องคืนให้ โจทก์จึงมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เพียง 5,000 บาท หากแปลข้อความในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 24 ) ข้อ 1 (8) วรรคสอง ว่าโจทก์มีสิทธิหักค่าลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ 10,000 บาท

เพราะเป็นสิทธิที่โจทก์มีอยู่ก่อนแล้วก่อนสมรสดังศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย จะมิกลายเป็นว่ายอมให้โจทก์และภริยาหักค่าลดหย่อนรวมกันแล้วได้เกิน 10,000 บาทหรือ เพราะสิทธิหักค่าลดหย่อนของภริยายังมีอยู่กึ่งหนึ่ง อาจมีปัญหา น่าฉงนว่าความในวรรคสองของข้อ 1 (8) จะมีที่ใช้ในกรณีใด คำตอบก็คืออาจมีที่ใช้ได้ในกรณีเช่น (1) ภริยาไม่มีเงินได้ หรือ (2) ภริยามีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (1) ซึ่งต้องถือว่าเงินได้ของภริยาเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรี เมื่อสามีเป็นผู้ยื่นแบบเสียภาษีโดยรวมเงินได้ของภริยาด้วย หรือ (3) ภริยามีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แต่ไม่แยกยื่นแบบเสียภาษีและไม่แยกคำนวณโดยให้รวมเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรี เป็นต้น ทั้ง 3 กรณีดังกล่าว สามีย่อมมีสิทธิหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ปราโมทย์ บุนนาค · เดิมพัน จรรยามั่น
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นางสาวณัชชา ตะรุโณทัยศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้