Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9606/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการพิจารณาและวินิจฉัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 หรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยมาก่อน ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างในคดีได้โดยไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยซ้ำอีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 270,319.08 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.25 บาท ของต้นเงิน 206,002.55 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่เคยลงลายมือชื่อค้ำประกันเงินกู้ตามฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์คิดดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 จึงเป็นโมฆะก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท แต่โจทก์มิได้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระดังกล่าวการคิดดอกเบี้ยตามฟ้องของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง การที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ15 ต่อปี

นอกจากจะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654แล้วยังขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 25 เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไม่ควรที่จะมีสิทธิเหนือประชาชนคนไทยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นกล่าวอ้างว่า พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินพ.ศ. 2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี กับประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง

อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ. 2535ฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 และฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2535รวมทั้งประกาศของโจทก์เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2540 ฉบับลงวันที่ 15มกราคม 2541 และฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30 เนื่องจากพระราชบัญญัติและประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวมาข้างต้นให้สถาบันการเงินเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปีได้ แต่ประชาชนต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ. 2475 ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเสมอภาคกันในทางกฎหมาย และไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกัน

พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินเกินกว่าอัตราร้อยละ15 ต่อปี รวมทั้งประกาศต่าง ๆ ดังกล่าว จึงน่าจะใช้บังคับไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวไปตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์270,319.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ของต้นเงิน206,002.55 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ให้นำเงินจำนวน 10,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วหักออกจากยอดหนี้แล้วลดดอกเบี้ยลงตามส่วนจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่ที่ขอให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของจำเลยทั้งสี่ในเรื่องที่ว่าพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ที่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ. 2535 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 และฉบับลงวันที่ 28พฤษภาคม 2535 รวมทั้งประกาศของโจทก์

เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน2540 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2541 และฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม2541 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30 หรือไม่ เป็นการไม่ชอบนั้นเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" และมาตรา 271 บัญญัติว่า

"ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงเว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น" ดังนี้ ในการพิจารณาและวินิจฉัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือไม่ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะแต่ทั้งนี้ต้องเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยมาก่อน หากศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยมาแล้ว มาตรา 264วรรคสุดท้าย บัญญัติต่อไปว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว"ดังนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างในคดีได้โดยไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยซ้ำอีกในปัญหาที่จำเลยทั้งสี่มีความเห็นว่า

พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยอัตราเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30 หรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2542 ลงวันที่ 22 เมษายน 2542 ไว้แล้วว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540มาตรา 30 ส่วนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 และฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2535 นั้น

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 4/2542 ลงวันที่ 1 เมษายน 2542 ว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม2536 เป็นการออกข้อกำหนดโดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวเป็นการออกโดยอาศัยอำนาจตามที่พระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ มิได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัยและเมื่อพิจารณาประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมพ.ศ. 2535 ฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 กับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 และฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม2535 ที่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 ปรากฏว่า ทั้งประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวต่างออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ กล่าวคือประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวเป็นการออกข้อกำหนดโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน

พ.ศ. 2523 มาตรา 4ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ส่วนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวเป็นการออกข้อกำหนดโดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 แต่ทั้งประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวมิได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ จึงไม่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามความหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย

สำหรับประกาศของโจทก์ เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2539ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2540 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2541 และฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ก็ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 4/2542 ลงวันที่ 1 เมษายน 2542 ว่า ประกาศธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ที่ 3/2539 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2539 เป็นประกาศที่ออกโดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ที่ออกโดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2)

พ.ศ. 2522ประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ฉบับดังกล่าวจึงไม่ใช่ประกาศของทางราชการและไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ได้ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 38 ถึง 40/2542 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2542วินิจฉัยว่า ประกาศของโจทก์ดังกล่าวในคดีนี้ มีลักษณะเช่นเดียวกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ 3/2539 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2539ประกาศของโจทก์จึงไม่ใช่ประกาศของทางราชการและไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ได้จึงเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วอีกด้วย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่ที่ขอให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของจำเลยทั้งสี่ไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อภิศักดิ์ พรวชิราภา · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้