Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่แรกและต่อมาได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินพิพาทระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่ปี 2532 และในปี 2534 ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่ง โดยตกลงจะมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอน 5 ปี แม้หนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวในครั้งหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ได้ความว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาแม้เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมายแล้วและผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าว ศาลแขวงสุรินทร์ก็พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง คดีถึงที่สุดแล้วผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัด โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้นั้น จำเลยที่ 1 ได้ขายให้ผู้ร้องตั้งแต่ปี 2532 และผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลแขวงสุรินทร์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้ว จึงขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองมาตามกฎหมายซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนที่ดิน ดังนั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทของผู้ร้องจึงตกเป็นโมฆะ และตามนิติกรรมดังกล่าว ผู้ร้องเป็นเพียงผู้จะซื้อเท่านั้น ดังนั้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดไว้ ขอให้ยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าเดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 3 งานตั้งอยู่ที่ตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นที่ดินมือเปล่า ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ปี 2534 ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3143 ตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 11 ไร่ 3งาน 91 ตารางวา ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 5 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่งในราคา 60,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยทั้งสองจะไปจดทะเบียนโอนให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอน

ต่อมาหลังจากพ้นกำหนดห้ามโอนแล้ว ผู้ร้องทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย วันที่ 29 มีนาคม 2545 ผู้ร้องยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลแขวงสุรินทร์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 3143 ให้แก่ผู้ร้อง ศาลแขวงสุรินทร์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องหากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือผู้ร้อง เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของครอบครองที่ดินพิพาทแต่แรกและต่อมาได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินพิพาทระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่ปี 2532 และในปี 2534 ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่งโดยตกลงจะมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอน 5 ปี

แม้หนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวในครั้งหลังนี้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่ก็ได้ความว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาแม้เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมายแล้ว และผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าว ศาลแขวงสุรินทร์ก็พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องคดีถึงที่สุดแล้ว ผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · สมศักดิ์ จันทรา · เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้