Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9552/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในฐานะผู้ขาย โดยไม่มีข้อความใดที่สื่อความหมายให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงมีผลผูกพันและบังคับได้เฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอยู่ด้วยในขณะทำสัญญาและจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นพยาน ก็หาใช่คู่สัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาได้ โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยประเด็นค่าเสียหายให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะศาลไม่ได้คำนึงถึงความเจริญของที่ดินซึ่งเป็นเหตุให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นมาพิจารณากำหนดค่าเสียหาย ปรากฏว่าปัญหาดังกล่าวนี้โจทก์เคยยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย การที่โจทก์ฎีกาในเรื่องดังกล่าวโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยเรื่องที่โจทก์ฎีกาดังกล่าวไม่ชอบเพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19766 และ 26424 ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการโอน หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 หากไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหาย 1,986,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 435,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท เฉพาะค่าพาหนะและค่าป่วยการในการส่งหมายให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้เป็นพับ ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นภรรยาและบุตรของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำของบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติตามสัญญานั้น ระบุว่าคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อ คือ โจทก์ ส่วนคู่สัญญาฝ่ายผู้ขาย คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทขายให้แก่โจทก์และข้อสัญญาทุกข้อซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ขายล้วนบังคับแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวที่ลงลายมือชื่อในช่องผู้ขายโดยไม่มีข้อความใดสื่อความหมายให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย

เท่ากับโจทก์ประสงค์จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว จึงเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันและบังคับกันได้เฉพาะโจทก์และจำเลยที่ 1 เท่านั้น ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอยู่ด้วยในขณะทำสัญญาโดยจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา ก็หาใช่คู่สัญญากับโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลนอกสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ทำการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นการสมคบกันโดยมีเจตนาไม่ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มีความผูกพันตามสัญญาจะต้องขายให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทนกันจริง แต่โจทก์นำสืบในประเด็นนี้เพียงว่า

การชำระเงินค่าซื้อที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการชำระเงิน โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาเป็นข้อสนับสนุน จึงเป็นการนำสืบลอย ๆ ที่ง่ายแก่การกล่าวอ้าง ไม่สมแก่คำฟ้อง กลับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งมีนายบุรฉัตร เจ้าหน้าที่ธนาคารผู้รับจำนองที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันว่า มีการชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินโดยผู้ซื้อจากจำเลยที่ 1 ชำระเงินไถ่ถอนจำนองจำนวน 1,276,415 บาท ตามใบรับชำระหนี้เงินกู้ และเมื่อไถ่ถอนจำนองแล้วจำเลยที่ 1 นำเงินเข้าฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1 จำนวน 850,000 บาท ตามสมุดเงินฝาก ซึ่งตามรายการนำฝากเป็นวันเดียวกับที่มีการซื้อขายที่ดินพิพาท และปรากฏว่าในการซื้อขายที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรให้แก่กรมที่ดินรวมทั้งสิ้น 70,506 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน

เมื่อรวมเงินทั้ง 3 รายการดังกล่าวแล้วเป็นเงินประมาณ 2,200,000 บาท ใกล้เคียงกับราคาซื้อขายที่ดินพิพาทตามทางนำสืบของจำเลยที่ 4 และที่ 5 นอกจากนี้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยังมีหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ในวันและก่อนวันซื้อขายที่ดินพิพาทรวม 2 รายการ เป็นเงิน 1,500,000 บาท และ 600,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจำเลยที่ 4 และที่ 5 นำสืบว่าใช้เงินที่ได้มาจากการค้าขาย จึงเป็นการนำสืบที่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเด่นชัด คดีจึงมีน้ำหนักให้เชื่อได้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ว่าได้ชำระเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทจำนวน 2,299,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 จริง ทั้งปรากฏว่าก่อนตัดสินใจซื้อจำเลยที่ 4 ได้ลงพื้นที่ไปตรวจดูสภาพที่ดินพิพาทแล้ว

ไปติดต่อธนาคารผู้รับจำนองเพื่อตรวจสอบว่ามีการจำนองจริงหรือไม่ รวมทั้งไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินว่าจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ด้วย ซึ่งหากจำเลยที่ 4 และที่ 5 สมคบกับจำเลยที่ 1 ทำการฉ้อฉลโจทก์จริง ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 4 จะต้องยุ่งยากไปดำเนินการตรวจสอบให้ได้ความจริงเกี่ยวกับที่ดิน จึงเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำของผู้ซื้อโดยสุจริตที่ต้องระมัดระวังผลประโยชน์ของตนเสียยิ่งกว่า แสดงว่า การซื้อที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นการซื้อขายโดยมีค่าตอบแทนกันจริง มิใช่ซื้อขายโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันตามที่โจทก์ฟ้อง โดยเฉพาะเงินค่าซื้อขายที่ดินที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะต้องจ่ายให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวนมาก

หากจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันตามสัญญาจะต้องขายที่ดินพิพาทให้โจทก์อยู่ก่อน อันจะเป็นผลให้การซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องถูกเพิกถอนได้ในภายหลัง จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็คงไม่กล้าเสี่ยงทำสัญญาเป็นแน่แท้ เพราะโอกาสที่จะสูญเสียเงินจำนวนดังกล่าวไปมีอยู่สูงมากเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีหนี้สิน ยากแก่การจะเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในภายหลัง และจากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 4 ตรวจสอบที่ดินและหลักฐานโฉนดที่ดิน รวมทั้งการจำนองที่ดินพิพาทก่อนตัดสินใจซื้อ บ่งบอกว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของตนเองอย่างมั่นคงและครอบครองอย่างเป็นปกติสุข

ประกอบกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซื้อขายที่ดินผ่านนายหน้าโดยไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน และเพิ่งมีโอกาสพบจำเลยที่ 1 ในวันทำการซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 จะร่วมมือกันทำการฉ้อฉลโจทก์เพราะจะมีผลถึงกับให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยกเลิกการซื้อขายได้ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องขาดประโยชน์จากส่วนต่างของราคาขายที่เพิ่มขึ้นจากการขายให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เชื่อว่า ก่อนและขณะซื้อขายที่ดินพิพาทจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันที่จะต้องโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 ทำการฉ้อฉลโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยประเด็นค่าเสียหายให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะศาลไม่ได้คำนึงถึงความเจริญของที่ดินซึ่งเป็นเหตุให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นมาพิจารณากำหนดค่าเสียหายด้วย เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้โจทก์เคยยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย การที่โจทก์ฎีกาในเรื่องดังกล่าวโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยเรื่องที่โจทก์ฎีกาดังกล่าวไม่ชอบเพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ไม่ไปรับโอนที่ดินตามกำหนด จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการแก้ฎีกาที่มีผลให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีโดยเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จะต้องทำเป็นคำฟ้องฎีกาและจะต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา จะทำมาในรูปคำแก้ฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิสสระ นิ่มละมัย · กรองเกรียรติ คมสัน · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายสุรชัย สื่อยรรยงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายวิเชียร โบราณวัฒน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.3038/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ2432/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1685/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้