Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 46 ไม่มีข้อความห้ามพนักงานจัดนำเที่ยวหรือชักชวนพนักงานอื่นไปเที่ยวก็ตาม แต่หมวดว่าด้วยวินัยของพนักงานมีว่า พนักงานต้องตั้งใจปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบคำสั่ง แบบแผน และวิธีปฏิบัติของจำเลยด้วย การที่โจทก์ชักชวนพนักงานที่มีเวรหยุดและวันทำงานตรงกับวันเกิดเหตุไปเที่ยวโจทก์ย่อมเล็งเห็นว่าจะไม่มีพนักงานเพียงพอที่จะนำรถยนต์โดยสารออกแล่นได้ ทำให้จำเลยขาดรายได้ ถือว่าโจทก์ทำผิดวินัย จำเลยสั่งพักงานโจทก์ได้ เงินช่วยเหลือบุตรเป็นสวัสดิการที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานเป็นสิทธิประโยชน์อื่นตามข้อบังคับของจำเลย แม้โจทก์จะถูกพักงานก็มีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยรับผิด หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทเศษแต่พิพากษาให้จ่ายเป็นเงินจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทเศษเป็นการผิดพลาดในการรวมจำนวนเงิน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลย ประจำกองเดินรถที่ 1 เขตการเดินรถที่ 11 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2534 จำเลยมีคำสั่งที่ 43/2534 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและพักงานโจทก์ทั้งสาม ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2534เป็นต้นไป โดยไม่จ่ายค่าจ้างและสิทธิผลประโยชน์อื่น ๆ แก่โจทก์ทั้งสามในระหว่างพักงาน ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2534 จำเลยมีคำสั่งที่ 213/2534 ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ทั้งสามและให้โจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2534 โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามชักชวนพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในวันที่ 14 มกราคม 2534 ให้ร่วมเดินทางไปเที่ยวอุทยานวังตะไคร้ เป็นเหตุให้รถยนต์โดยสารปรับอากาศสาย

ปอ.12 ไม่สามารถวิ่งรับส่งผู้โดยสาร ทำให้จำเลยเสียหายเป็นความผิดทางวินัย คำสั่งพักงานและคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ทั้งสามไม่ชอบด้วยข้อบังคับ เนื่องจากวันที่ 14 มกราคม 2534เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามมิได้ชักชวนพนักงานไปเที่ยวในวันดังกล่าว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยเขตการเดินรถที่ 11 ที่ 213/2534 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งสามและให้จำเลยจ่ายค่าจ้างและสิทธิผลประโยชน์อื่น ๆ หรือค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 32,618 บาท 28,844 บาท และ 37,388 บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยและให้นับช่วงเวลาพักงานเป็นเวลาทำงานของโจทก์ทั้งสามจำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า การกระทำของจำเลยชอบด้วยระเบียบข้อบังคับและกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าขาดรายได้ในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์คดีระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

เนื่องจากประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดกิจการที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515ไม่ใช้บังคับ ข้อ 2 กำหนดให้รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นกิจการที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ไม่ใช้บังคับ และจำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์ที่ 3 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งออกตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 68(6) ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นพิพาท ข้อ 1 ว่า ฟ้องโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ เมื่อสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้ว จึงส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 8(1)คดีทั้งสามสำนวนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 11 ที่ 213/2534 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 29,569.83 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 15,528.80 บาท และจ่ายเงินช่วยเหลือบุตรแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยกโจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ข้อ 2.1ว่า ที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมานั้นการกระทำของโจทก์ที่ 2ไม่เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ

ระเบียบ คำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติ เพราะตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 46 ไม่มีข้อความใดห้ามพนักงานจัดนำเที่ยวหรือชักชวนพนักงานอื่นไปเที่ยวนั้นเห็นว่า แม้ข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 46 จะไม่มีข้อความห้ามดังที่โจทก์ที่ 2 อ้าง แต่ข้อบังคับดังกล่าว หมวด 1 ว่าด้วยวินัยของพนักงาน ข้อ 4.3 มีข้อความว่า "ต้องตั้งใจปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบ คำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติขององค์การฯ และต้องสนใจในระเบียบปฏิบัติของส่วนราชการหรือสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการในหน้าที่ของตน รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีด้วยการประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ หรือจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคแรก เป็นเหตุให้เสียหายแก่องค์การฯ อย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง"

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 2ชักชวนพนักงานรวมทั้งที่มีเวรหยุดและวันทำงานตรงกับวันเกิดเหตุไปเที่ยว โจทก์ที่ 2 ย่อมเล็งเห็นว่าจะไม่มีพนักงานเพียงพอที่จะนำรถยนต์โดยสารปรับอากาศสาย ปอ.12 หลายคันออกแล่นรับส่งผู้โดยสารโจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลย ไม่สมควรกระทำทั้งที่รู้ว่าจำเลยต้องเสียหายขาดรายได้ ถือว่าโจทก์ที่ 2 จงใจไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบ คำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติของจำเลย เป็นการกระทำผิดวินัยตามข้อ 4.3 ดังกล่าวข้างต้นโจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่า การกระทำของโจทก์ที่ 2มิใช่เป็นการกระทำผิดวินัยในข้อบังคับของจำเลย ข้อ 8 หรือข้อ 9และไม่มีข้ออ้างหรือพฤติการณ์ใดเข้าข้อ 39 ฉะนั้น การที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ที่ 2 จึงไม่ชอบนั้น

เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย จำเลยได้สั่งพักงานโจทก์ที่ 2 และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 14 และข้อ 44 ซึ่งจำเลยได้สั่งเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2534 เมื่อโจทก์ที่ 2 ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ฉะนั้น การที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ที่ 2จึงชอบด้วยข้อบังคับของจำเลย ข้อ 39 แล้วโจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ข้อ 2.3 โดยอ้างผลมาจากอุทธรณ์ข้อ 2.1และข้อ 2.2 ซึ่งไม่มีเหตุทำให้ผลคดีโจทก์ที่ 2 เปลี่ยนไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือบุตรแก่โจทก์ทั้งสาม คนละ 200 บาท โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว เพราะโจทก์ทั้งสามไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยในระหว่างเวลาที่ถูกสั่งพักงานนั้น

เห็นว่า เงินช่วยเหลือบุตรเป็นสวัสดิการที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานเป็นสิทธิผลประโยชน์อื่นตามข้อบังคับของจำเลย ซึ่งกรณีของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 แม้จะถูกพักงานก็มีสิทธิได้รับตามข้อ 56.1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งถูกพักงานก็มีสิทธิได้รับตามข้อ 56.2 จำเลยจึงต้องจ่ายเงินช่วยเหลือบุตรดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 14,528.80 บาท แต่พิพากษาให้จ่ายเป็นเงิน 15,528.80 บาท ผิดไปนั้น เห็นว่า เป็นการผิดพลาดในการรวมจำนวนเงินสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน14,528.80 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลิต ประไพศาล · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้