Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้อื่นแล้วยกให้วัดโจทก์ที่ 1 ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส โจทก์ที่ 2 ก็ได้แสดงเจตนายืนยันว่าได้มีการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกถ้อยคำว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัดที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ตามเจตนาของผู้อุทิศทันทีโดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 เสร็จเรียบร้อย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดโจทก์ที่ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ที่ 1 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มีโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสมีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2508 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา จากนายไฝ โดยเจตนาอุทิศให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ปลูกสร้างกุฏิสงฆ์เลขที่ 373/37 บนที่ดินแปลงดังกล่าวและครอบครองแทนโจทก์ที่ 1 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสิบปีที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นที่ธรณีสงฆ์ โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการรับโฉนดที่ดินเลขที่ 6696, 533, 3150 และ 6736 จากเจ้าพนักงานที่ดินที่จังหวัดชลบุรี และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยกลับปลอมหนังสือมอบอำนาจเป็นว่า

โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ให้จำเลยและยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 533, 3150 และ 6736 ของโจทก์ที่ 1 ไว้ ต่อมาจำเลยรื้อถอนกุฏิสงฆ์เลขที่ 373/37 ราคาประมาณ 400,000 บาท ของโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2530 ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยและพิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 6696, 533, 3150 และ 6736 ตำบลแสนสุข (หนองมน)

อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ให้โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดและเริ่มมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2514 ดังนั้นขณะที่โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทในปี 2508 โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่มีสภาพบุคคลจึงเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์ที่ 2 จะครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 หรือเจตนาจะอุทิศที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดและเริ่มมีฐานะเป็นนิติบุคคลโจทก์ที่ 1 ไม่เคยครอบครองหรือมอบหมายให้โจทก์ที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์

โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยโจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนขายด้วยความสมัครใจ โรงเรือนเลขที่ 373/37 ไม่ใช่กุฏิสงฆ์แต่เป็นบ้านพักที่จำเลยก่อสร้างในราคา 100,000 บาท จำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีอำนาจรื้อถอน จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 533, 3150 และ 6736 ไว้จนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเงินจำนวน 45,000 บาท ที่จำเลยทดรองจ่ายในการดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนายบัณฑิตกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกนายบัณฑิต เริงนภดล เป็นจำเลยร่วมที่ 1 และธนาคารกรุงเทพ จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่า โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากนายไฝตั้งแต่ปี 2508 และครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอดไม่เคยครอบครองแทนโจทก์ที่ 1 และไม่เคยยกให้โจทก์ที่ 1 อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2530 ไม่ใช่เอกสารปลอม โรงเรือนเลขที่ 373/37 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทไม่ใช่กุฏิสงฆ์แต่เป็นบ้านพักที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นเอง และมีราคาไม่เกิน 50,000 บาท

จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยร่วมที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนเพื่อขอกู้ยืมเงินจากจำเลยร่วมที่ 2 ไปใช้ในการเผยแพร่และพัฒนาพุทธศาสนา ขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วมที่ 2 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 2 รับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยร่วมที่ 1 ไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ทั้งสองมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปี จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่มรณภาพ

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะทายาทจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2530 ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลย ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมที่ 1 ตามสัญญาให้ที่ดินฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2533 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2533 ให้จำเลยส่งมอบโฉนดเลขที่ 6696, 533, 3150, 6736 ตำบลแสนสุข (หนองมน)

อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ให้แก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูกค่าขึ้นศาล) ให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยร่วมทั้งสองให้เป็นพับ ยกเว้นค่าทนายความ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2508 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา จากนายไฝ แล้วยกให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะนั้นยังมีสถานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนาตามสำเนาประกาศกระทรวงศึกษาธิการเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2530 จำเลยรับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 2 ให้ปรับโฉนดที่ดิน 6696, 533, 3150 และ 6736 จากสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีตามเอกสารหมาย จ.9 และในวันเดียวกันนั้นจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2530 เอกสารหมาย

จ.18 ที่โจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจโดยจำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนโอนขายให้แก่ตนเอง วันที่ 18 กันยายน 2533 จำเลยจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยร่วมที่ 1 และในวันเดียวกันจำเลยร่วมที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินไว้แก่จำเลยร่วมที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ว่า ขณะที่โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้อื่นแล้วยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1ระหว่างนั้นโจทก์ที่ 1 ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและยังไม่มีการสร้างวัด ข้ออ้างของโจทก์ที่ 2 ที่ว่าได้ครอบครองที่ดินแทนโจทก์ที่ 1 จึงเลื่อนลอยและไม่มีเหตุผล โจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่อย่างใดนั้น

เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้อื่นแล้วยกให้โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2508 ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่เป็นนิติบุคคลก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเอกสารหมาย จ.1 โดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ก็ได้แสดงเจตนายืนยันว่าได้มีการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกถ้อยคำตามเอกสารหมาย จ.25 ว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทที่โจทก์ที่ 2 ยกให้โจทก์ที่ 1 ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัด ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ตามเจตนาของผู้อุทิศทันทีโดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 เสร็จเรียบร้อย

กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดโจทก์ที่ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของวัดโจทก์ที่ 1 แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น ประเด็นที่ว่า โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะถึงอย่างไรจำเลยไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของวัดโจทก์ที่ 1 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ซึ่งมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฎีกาประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเกินคำขอ เพราะคำฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้บังคับจำเลยร่วมที่ 1 คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่อาจบังคับแก่จำเลยร่วมที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วโดยมีคำฟ้องเดิมเป็นหลัก หนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างจำเลยและจำเลยร่วม คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงบังคับและมีผลผูกพันจำเลยร่วมด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิทักษ์ คงจันทร์ · ตรีวุฒิ สาขากร · เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้