Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9500/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำโต้แย้งของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นั้น เป็นคำสั่งที่ล่วงละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการดำเนินคดีของโจทก์ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 26,27,28,233 และ 249 นั้น มิใช่เป็นคำโต้แย้งว่า ตัวบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีขัดต่อรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 6 บัญญัติไว้คำร้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯมาตรา 264 วรรคหนึ่ง แม้อำนาจในการสั่งรับหรือไม่รับคำโต้แย้งของคู่ความตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ไว้พิจารณา จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 264 วรรคสอง แต่อำนาจในการวินิจฉัยว่า คำโต้แย้งของคู่ความเข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง มิใช่ว่าโจทก์มีคำโต้แย้งอย่างไรแล้ว ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเสมอไปคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 5 ถึงข้อ 14 และข้อ 30พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดบริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 40, 42 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 267, 268, 269, 59, 83, 86, 90 และ 91 ริบและทำลายตราประทับและงบดุลประจำปี 2533 ของบริษัทจำเลยที่ 2 ริบและทำลายเอกสารในครอบครองของเจ้าพนักงานกรมทะเบียนการค้าที่เกิดจากการใช้ตราประทับดังกล่าวอันเป็นเอกสารเท็จและเอกสารปลอมศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้อง ให้โจทก์นำส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งห้าทราบภายใน 7 วัน ถ้าไม่มีผู้รับและไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้ามีภูมิลำเนาแห่งอื่น ให้ปิดหมาย และหากส่งไม่ได้ ให้โจทก์แถลงภายใน 7 วันมิฉะนั้นให้ถือว่าทิ้งฟ้องก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นได้ออกหมายเรียกตามคำร้องของโจทก์ถึงบริษัทอโศก พร็อบเพอร์ตี้ จำกัด ให้ส่งเอกสารตามบัญชีพยานโจทก์ ฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2541 อันดับที่ 13, 17 และ 20 บริษัทดังกล่าวมีหนังสือแจ้งศาลชั้นต้นว่าไม่สามารถส่งเอกสารตามหมายเรียกบางฉบับได้ เนื่องจากไม่สามารถค้นหาเอกสารดังกล่าวให้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวมาไต่สวนต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ชอบ เนื่องจากตามรายงานการส่งหมายให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปรากฏว่าบ้านที่ไปส่งนั้นปิดประตู และไม่ได้ความว่าจำเลยดังกล่าวอาศัยอยู่บ้านดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นปรากฏว่า ผู้ที่อยู่ตามภูมิลำเนาตามฟ้องแจ้งว่าไม่รู้จักจำเลยที่ 2 และไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด จึงให้เลื่อนไปนัดไต่สวนมูลฟ้องใหม่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 13.30 นาฬิกา โดยให้โจทก์จัดทำสำเนาคำฟ้องพร้อมหลักฐานยืนยันภูมิลำเนาและนำส่งภายใน 15 วัน

ส่วนที่โจทก์ขอให้หมายเรียกกรรมการผู้จัดการบริษัทอโศก พร็อบเพอร์ตี้ จำกัด มาไต่สวนนั้น เห็นว่ายังไม่มีเหตุที่จะอนุญาต เว้นแต่โจทก์จะได้แสดงพยานหลักฐานที่ยืนยันในเบื้องต้นว่าเอกสารดังกล่าวยังคงอยู่ที่บริษัทดังกล่าว ให้ยกคำร้องโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2541 คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ดังกล่าว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 14 ธันวาคม 2541ให้รับรวมสำนวนไว้และมีคำสั่งต่อไปอีกว่า ปรากฏว่าท้ายคำร้องของโจทก์ดังกล่าวได้แนบสำเนาทะเบียนบ้านและหนังสือรับรองของนายทะเบียนแสดงภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถูกต้องตามภูมิลำเนาขณะยื่นฟ้อง จึงให้โจทก์งดส่งหลักฐานยืนยันภูมิลำเนาและสำเนาคำฟ้อง คงให้โจทก์นำส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้เฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เนื่องจากผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ 1 ทราบวันนัดแล้วการส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 8 ธันวาคม 2541

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 17 ธันวาคม 2541 ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 196 ไม่รับอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์ (เพิ่มเติม) คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 14 ธันวาคม 2541อ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 15 ธันวาคม 2541 แต่ลงวันที่ย้อนหลังเป็นวันที่ 14 ธันวาคม 2541 เป็นการไม่ชอบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 17 ธันวาคม 2541ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ไม่รับอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 17 ธันวาคม 2541 ที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) และยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2542 ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ขอให้ศาลอุทธรณ์ส่งเรื่องที่เป็นปัญหาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ลงวันที่ 14 ธันวาคม2541 และลงวันที่ 17 ธันวาคม 2541 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 หรือไม่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งที่ 177/2542 วินิจฉัยว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 6จะต้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่า บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจในการทำคำสั่งของศาลชั้นต้นในรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่านั้น จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลจะต้องส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามมาตราที่โจทก์ยื่นคำร้องมา ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งที่ 178/2542 วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นดุลพินิจเกี่ยวกับการดำเนินการส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องและเกี่ยวกับการที่เรียกกรรมการผู้จัดการบริษัทอโศก พร็อบเพอร์ตี้ จำกัด มาไต่สวนหรือไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้น

จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ส่วนที่ศาลชั้นต้นลงวันที่ในคำสั่งคำร้องคัดค้านของโจทก์ (ฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2541) ไม่ว่าจะลงเป็นวันที่ 14 หรือวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ก็ไม่ทำให้ผลของคำสั่งเปลี่ยนแปลงไปคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบแล้ว ให้ยกคำร้องโจทก์ฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ 177/2542 และที่ 178/2542 ดังกล่าวศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อที่คัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ 177/2542ส่วนฎีกาของโจทก์ข้อที่คัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ 178/2542

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิจึงไม่รับฎีกาข้อนี้ โจทก์มิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาข้อดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ส่งคำโต้แย้งของโจทก์ตามคำร้อง ฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2542 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เนื้อหาตามคำร้องของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2542 เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2541 และลงวันที่ 17 ธันวาคม 2541 ดังกล่าวแล้วข้างต้นซึ่งศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สั่งนั้น เป็นคำสั่งที่ล่วงละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการดำเนินคดีของโจทก์จึงเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 26, 27, 28, 233 และ 249 คำโต้แย้งของโจทก์ดังกล่าวมิใช่เป็นคำโต้แย้งว่า ตัวบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 บัญญัติไว้กรณีตามคำร้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง แม้อำนาจในการสั่งรับหรือไม่รับคำโต้แย้งของคู่ความตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ไว้พิจารณา จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 264 วรรคสอง ดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกา แต่อำนาจในการวินิจฉัยว่า คำโต้แย้งของคู่ความเข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ก็เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมที่พิจารณาคดีนี้จะวินิจฉัยได้ตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง มิใช่ว่าโจทก์มีคำโต้แย้งอย่างไรแล้ว ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเสมอไป ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยไม่ส่งคำโต้แย้งตามคำร้องของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2542ไปให้ที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยและยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้