Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 กับพวก รุมทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายแกล้งหมดสติจึงหยุดทำร้าย จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปอันเป็นเจตนาร่วมกันประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย หลังจากที่การทำร้ายร่างกายขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ปัญหานี้แม้โจทก์ฟ้องมาเป็นความผิดกระทงเดียวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าว แต่เห็นว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่ก็ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันทำร้ายร่างกาย และร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ซึ่งความผิดฐานปล้นทรัพย์มีความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นบทเบารวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสองกระทงความผิดได้ ไม่เกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 12 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายหนูคำ ผู้เสียหายถูกคนร้ายร่วมกันทำร้ายร่างกาย จนได้รับอันตรายแก่กาย แล้วคนร้ายร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 กับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยมีเจตนาร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปเพื่อลักรถจักรยานยนต์ของกลางอันเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาหรือเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายต่อร่างกาย และเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งเห็นว่า จากเหตุผลตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น ได้ความว่าผู้เสียหายมีปากเสียงกับฝ่ายจำเลยที่ 2 กับพวกในงานเลี้ยงจนกระทั่งมีเหตุแย่งสุรากันโดยฝ่ายจำเลยที่ 2 ซึ่งมีนายคำแพงไม่พอใจและพูดจาในทำนองข่มขู่ผู้เสียหายกับพวก

หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งมีนายคำแพงรวมอยู่ด้วยพากันไปดักทำร้ายผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกก็รุมทำร้ายทันที ไม่ได้มีอากัปกริยาแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย ทั้งยังปรากฏว่าเมื่อผู้เสียหายถูกทำร้ายแล้ววิ่งหนีทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งทำให้จำเลยที่ 2 กับพวกสามารถที่จะเอารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายไปได้แล้ว แต่จำเลยที่ 2 กับพวกก็ยังไล่ทำร้ายต่อจนกระทั่งผู้เสียหายล้มลง โดยมีนายคำแพงพูดอีกว่า "มึงเก่งแท้บ่อ" ก็ยังเป็นความหมายในทำนองวิวาททำร้ายร่างกายเช่นเดิม ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถลอกและขีดข่วนทั่วร่างกาย ตามผลการชันสูตรบาดแผล

เมื่อผู้เสียหายแกล้งหมดสติ จำเลยที่ 2 กับพวกจึงหยุดทำร้าย จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกจึงร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป อันเป็นการร่วมกันมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายขึ้นมาในภายหลัง หลังจากที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกัน ลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ปัญหานี้แม้โจทก์ฟ้องมาเป็นความผิดกระทงเดียวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นนี้ แต่เห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ซึ่งความผิดฐานปล้นทรัพย์มีความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นบทเบารวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสองกระทงความผิดได้ไม่เกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 กรณีเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกษม เกษมปัญญา · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · ปกรณ์ วงศาโรจน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดอุดรธานี - นางวจิราพร วัตตธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายชลิต กฐินะสมิต
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3280/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1172/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1220/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3706/2563

ในคดีอาญาทั่วไป คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2563

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า เครื่องกระสุนปืนเล็กกลของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1857/2563

แม้คำฟ้องของโจทก์จะบรรยายว่า จำเลยมีกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร ) จำนวน 11 นัด และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2563

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2563

เดิมโจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในคดีหมายเลขดำที่ 481/2558 ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคดีนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องข…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้