Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 942/2507

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฝ่ายหนึ่ง และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 กับพวกอีกฝ่ายหนึ่ง บังอาจสมัครใจเข้าใช้กำลังชกต่อยเตะถีบทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จนจำเลยที่ 3 กับที่ 5 บาดเจ็บ ดังนี้ เห็นได้ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยคนใดทำร้ายใคร และถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยแต่ละฝ่ายต่างร่วมกันมากระทำความผิดฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องฐานทำร้ายร่างกายในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ซึ่งเมื่อไม่ปรากฏว่ามีบุคคลถึงตายหรือได้รับอันตรายสาหัส โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้กันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 294 หรือ 299แล้ว แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ 3 สิงหาคม 2506 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 ฝ่ายหนึ่ง และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีก 2 คน ฝ่ายหนึ่ง บังอาจสมัครใจเข้าใช้กำลังชกต่อยเตะถีบทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จนจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 ได้รับบาดเจ็บปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผล ส่วนจำเลยอื่นไม่ได้รับบาดเจ็บเหตุเกิดที่ตลาดแม่กลอง ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงครามขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 391, 83จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด ต่อมาจำเลยที่ 5ขอถอนคำให้การเดิม ขอรับสารภาพตามฟ้องศาลจังหวัดสมุทรสงครามเห็นว่า พยานโจทก์เบิกความแตกต่างในข้อสาระสำคัญฟังไม่ได้ว่าใครทำร้ายใคร จึงลงโทษจำเลยไม่ได้และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แม้จำเลยที่ 5 รับสารภาพ ก็ลงโทษไม่ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 5 เพราะรับสารภาพ และฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมศาลอุทธรณ์เห็นว่า

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ทั้งสองฝ่ายสมัครใจวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันถึงบาดเจ็บ เป็นอันชัดแจ้งในข้อหาเรื่องวิวาทแล้ว จึงไม่เคลือบคลุมแต่คดีไม่ปรากฏว่ามีใครบาดเจ็บถึงสาหัสหรือถึงตาย จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะลงโทษจำเลยส่วนคำฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 295, 391 โจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องว่า ใครทำร้ายใครอย่างไร ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5), 192 วรรคแรก ดังนั้น แม้จำเลยที่ 5 จะรับสารภาพ ก็เป็นคำรับสารภาพในคำฟ้องที่จะลงโทษจำเลยไม่ได้พิพากษายืนโจทก์ฎีกาว่า ตามฟ้องย่อมฟังได้ว่า มีบุคคล 2 ฝ่าย ต่างสมคบเข้าทำร้ายฝ่ายตรงกันข้าม ต้องด้วยลักษณะสมคบ แม้จำเลยคนหนึ่งคนใดของอีกฝ่ายทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งถึงบาดเจ็บ

ศาลก็ลงโทษจำเลยทุกคนได้ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 5ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยคนใดทำร้ายใครซึ่งแสดงว่า ในการสอบสวนฟังไม่ได้ว่าใครทำร้ายใคร แม้ตามทางพิจารณาซึ่งยุติในศาลชั้นต้นก็รับฟังไม่ได้ว่าใครทำร้ายใคร ดังนั้นฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องฐานทำร้ายร่างกายในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ซึ่งถือได้ว่าวิวาททำร้ายกัน แต่ความผิดฐานนี้ศาลจะลงโทษจำเลยได้ต่อเมื่อมีบุคคลถึงตายหรือรับอันตรายสาหัสโดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 294 หรือ 299 แห่งประมวลกฎหมายอาญา คดีนี้ มีผู้บาดเจ็บไม่ถึงตายหรือสาหัสจึงลงโทษไม่ได้ แม้จำเลยที่ 5 จะให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม ข้อที่โจทก์กล่าวในฎีกาว่า

ฟ้องของโจทก์มีลักษณะเป็นการร่วมสมคบกันกระทำผิด และศาลลงโทษจำเลยทุกคนได้นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์ถ้อยคำที่บรรยายในคำฟ้องแล้ว ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยแต่ละฝ่ายต่างร่วมกันมากระทำผิด ที่จำเลยที่ 5 รับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามฟ้องนั้นเป็นการรับว่าได้กระทำผิดในเรื่องวิวาทซึ่งจะลงโทษไม่ได้ดังกล่าวมาข้างต้นจำเลยหาได้รับว่าได้ทำร้ายจำเลยที่ 3 มีบาดเจ็บไม่ จึงลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้ และที่โจทก์กล่าวในฎีกาอีกว่า คดีนี้ แม้พยานโจทก์จะเบิกความแตกต่างกันในข้อสำคัญ แต่โจทก์มีนายวิวัฒน์ นายบุญเรือนพยานโจทก์เบิกความตรงกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 เป็นคนทำร้ายจำเลยที่ 3 ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 5 ได้นั้นศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยุ้ย อาตมียะนันทน์ · สนิท สุมาวงศ์ · เพรียง โรจนรัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้