Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9364/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เสียหายได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยานที่ศาล แต่ถึงวันนัดกลับไม่มาศาล และไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อเอาตัวมาเป็นพยาน แต่ก็ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลถือได้ว่ามีเหตุจำเป็น เนื่องจากว่าไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนี้ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ศาลสามารถนำพยานบอกเล่าดังกล่าวนี้ไปฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไป เพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 8 ปี คำรับของจำเลยในชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 3 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ว. ผู้เสียหายมีอายุ 14 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของ ช. และ ก. บิดามารดา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนางศิริ เบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นยายของจำเลย คืนเกิดเหตุ จำเลยพาผู้เสียหายมาที่บ้านของพยาน แล้วพากันขึ้นไปอยู่ด้วยกันบนชั้นสองของบ้านในห้องนอนของจำเลย ส่วนจำเลยอ้างตนเป็นพยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านของนางศิริแล้วพากันขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน คำเบิกความของจำเลยเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ประกอบกับพยานโจทก์ปากดังกล่าวข้างต้นเป็นยายของจำเลย และเลี้ยงดูจำเลยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

เชื่อว่าไม่นำความเท็จมาปรักปรำหลานของตนให้เสียเปรียบในทางคดี จึงรับฟังได้ว่าคืนเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านของนางศิริแล้วขึ้นไปบนชั้นสองอยู่ด้วยกันในห้องนอนของจำเลย ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยทำการล่วงละเมิดทางเพศโดยการกอดจูบผู้เสียหายขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายอยู่ในห้องนอนของจำเลยเพียงสองคนหรือไม่นั้น โจทก์มีพันตำรวจโทชูเกียรติ พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้สอบสวนจำเลยในวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุ จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุและจำเลยได้กอดจูบผู้เสียหายจริง ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พันตำรวจโทชูเกียรติเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานสอบสวนไปตามอำนาจหน้าที่โดยไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงเรื่องที่จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย

คำเบิกความของพันตำรวจโทชูเกียรติที่เกี่ยวกับการสอบสวนจำเลยก็ไม่มีพิรุธที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าทำการสอบสวนโดยไม่ชอบแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลย ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ ในวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุจำเลยได้ให้รายละเอียดต่างๆ ในการกระทำความผิดไว้อย่างละเอียดเป็นขั้นตอน ซึ่งมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย อันเนื่องมาจากจำเลยยังไม่มีโอกาสแต่งเติมข้อเท็จจริงเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการถูกลงโทษทางอาญา เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจและให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น คดีนี้โจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความในชั้นพิจารณา แต่คำให้การชั้นของผู้เสียหายสอบสวนก็ยังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์

คือ เป็นพยานบอกเล่า และตามพฤติการณ์แห่งคดีเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) คือ คดีนี้ผู้เสียหายได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยานที่ศาล แต่ถึงวันนัดกลับไม่มาศาลและไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อเอาตัวมาเป็นพยาน แต่ก็ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ศาลสามารถนำพยานบอกเล่าดังกล่าวนี้ไปฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

ไม่ได้ต้องห้ามมิให้รับฟังเสียเลย เมื่อศาลรับฟังว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจและให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้นดังที่วินิจฉัยไว้แล้ว แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อนำคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนมาฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางศิริ ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์มากที่สุดและคำเบิกความของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานประกอบแล้ว เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้ทำการกอดจูบผู้เสียหายในห้องนอนของจำเลยที่บ้านเกิดเหตุจริง และตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยชักชวนผู้เสียหายให้ไปที่บานเกิดเหตุกับจำเลย ผู้เสียหายตกลงใจไปกับจำเลยแล้วขึ้นไปบนชั้นสองเข้าไปในห้องนอนของจำเลยด้วยความสมัครใจของผู้เสียหายเอง

เมื่อผู้เสียหายกลับมาถึงบ้านของตนตอนกลางดึกของคืนเกิดเหตุ ผู้เสียหายปกปิดไม่เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้บิดามารดาฟัง จนกระทั่งถูกบิดาคาดคั้นจึงบอกสาเหตุที่กลับบ้านดึกเพราะไปกับจำเลยที่บ้านพักของจำเลย แต่ก็ยังคงไม่บอกบิดาของตนว่าถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศโดยการกอดจูบ พฤติการณ์ดังกล่าวของผู้เสียหายทำให้เชื่อว่าผู้เสียหายยินยอมพร้อมใจให้จำเลยกอดจูบตน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง แต่เป็นความผิดตามมาตรา 279 วรรคแรก ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้จำเลยยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

แม้เด็กจะยินยอมก็ตาม การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ช. บิดาผู้เสียหาย แต่ในขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปีเศษ และอยู่ในอำนาจปกครองของบิดา ย่อมเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดาผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะสมัครใจยินยอมไปกับจำเลยก็ถือไม่ได้ว่าได้รับความยินยอมเห็นชอบจากบิดาผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาแล้ว ทั้งการที่จำเลยทำการกอดจูบผู้เสียหายด้วยนั้น ถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กไปโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุยังไม่เกิน 20 ปี (เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2526) เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวลงกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) เนื่องจากกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย และตามพฤติการณ์ แห่งคดีการกระทำความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย เพื่อให้โอกาสกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษโดยไม่ลดมาตราส่วนโทษ และไม่รอการลงโทษให้จำเลย นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำให้ลงโทษปรับด้วย และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 16,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กษิดิ์เดช จีนสลุต · อร่าม แย้มสอาด · ชุติมนต์ โพธิเดช
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางปิยพร พรหมเทศน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2759/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ421/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2408/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้