Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9318/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลนับเป็นข้อสาระสำคัญในการฟ้องคดีเรียกเงินค่าทดแทนการเวนคืน เพราะหากล่วงพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวไปแล้ว ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนย่อมไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ร่วมกันประกอบวิชาชีพทางกฎหมายและรับจ้างโจทก์ดำเนินคดีฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนควรจะต้องรู้ข้อกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นอย่างดีทำนองเดียวกับต้องรู้ข้อกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการยื่นคำให้การต่อสู้คดีหรือกำหนดเวลาในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นต้น จำเลยทั้งสามมีความสำคัญผิดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการฟ้องคดีเรียกเงินค่าทดแทนและไม่ได้คำนึงว่าจะต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลให้ทันกำหนดเวลาที่มีสิทธิฟ้องคดี การที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่มีสิทธิฟ้องคดีแล้ว ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้รับจ้างดำเนินคดีก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการผิดสัญญา จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อกลางเดือนเมษายน 2535 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและในฐานะส่วนตัวกับจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันให้คำปรึกษาและรับจ้างว่าความให้แก่โจทก์ในคดีเวนคืนซึ่งที่ดินโจทก์ถูกกรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมเวนคืนเพื่อตัดถนน โจทก์ควรได้รับค่าทดแทนเพิ่มอีก 3,507,125.88 บาท จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเรียกร้องค่าจ้างว่าความกับค่าธรรมเนียมศาลเป็นเงิน 122,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงแก่โจทก์ว่าเมื่อปลายเดือนเมษายน 2535

จำเลยทั้งสามได้ฟ้องคดีให้แก่โจทก์แล้วต่อมาอ้างว่าส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยไม่ได้ ได้เรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มจากโจทก์อีก 15,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 137,000 บาทความจริงแล้วจำเลยทั้งสามยังมิได้ฟ้องคดีตามที่แจ้งให้โจทก์ทราบแต่นำคดีมาฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2535 อันเป็นเวลาภายหลังที่คดีขาดอายุความแล้ว (ที่ถูกเกินระยะเวลาที่มีสิทธิจะฟ้องคดี) ครั้นต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2537 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความ (ที่ถูกเกินระยะเวลาที่มีสิทธิจะฟ้องคดี) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาจ้างทำของ และจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องคืนเงินจำนวน 137,000 บาท แก่โจทก์ และร่วมกันชำระเงิน 3,507,125.88 บาท ซึ่งเป็นค่าทดแทนที่โจทก์ควรได้รับเพิ่ม

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2537เป็นต้นไป คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,348.63 บาท และ136,922.03 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,786,396.54 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,644,125.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมีความเห็นร่วมกันว่า การโต้แย้งสิทธิของโจทก์เริ่มเกิดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเป็นเพียงดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อกฎหมายซึ่งโจทก์สามารถโต้แย้งโดยใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ แต่โจทก์ไม่ยอมใช้สิทธิดังกล่าว

ค่าเสียหายจากค่าทดแทนการเวนคืนที่โจทก์เรียกร้องเกินความเป็นจริง เพราะทุนทรัพย์ที่ฟ้องมีเพียง 2,467,095.23 บาททั้งเป็นค่าเสียหายที่ไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับตามคำพิพากษาเพียงใด จำเลยที่ 2 ไม่เคยเรียกค่าว่าความเพิ่มอีก 15,000 บาทขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน1,500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินของโจทก์แปลงเดิมตามโฉนดเลขที่ 1138 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 32 ตารางวาถูกทางราชการเวนคืนบางส่วนจำนวน 4 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา

โจทก์จึงขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินเป็นแปลงย่อย 2 แปลง คือ ในส่วนที่ดินไม่ถูกเวนคืนเป็นโฉนดเลขที่ 15174 กับแปลงที่ดินถูกเวนคืนเป็นโฉนดเลขที่15175 ตามฟ้อง กรมทางหลวงได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้โจทก์จำนวน786,800 บาท โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2534 แล้วไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ ต่อมารัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2535 โจทก์จึงว่าจ้างจำเลยทั้งสามให้ดำเนินคดีเวนคืนให้แก่โจทก์โดยจ่ายค่าจ้างว่าความจำนวน 30,000บาท เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2535 ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2535 โจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งสามอีกจำนวน 92,000 บาท เป็นค่าวางศาลและค่าใช้จ่ายในการฟ้องเรียกค่าเสียหายและค่าที่ดินจำเลยที่ 3ได้ร่างคำฟ้องลงวันที่ 24 เมษายน 2535 เรียกค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,507,125.88 บาท วันที่ 30 พฤศจิกายน 2535

จำเลยที่ 3ยื่นฟ้องกรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมเรียกค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์รวมเป็นเงิน 2,467,095.23 บาท ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม2537

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2534แต่มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน คือ ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2534 โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2534 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 30พฤศจิกายน 2535 พ้นกำหนด 1 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 26 คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีนั้น

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า"ให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์" และมาตรา 26 บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสองให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว" จากบทบัญญัตินี้แสดงว่าในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนซึ่งอุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาหกสิบวันดังกล่าว สำหรับกรณีของโจทก์ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2534 แล้วมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน

คือ ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2534 ดังนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2534 อันเป็นวันพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ กล่าวคือจะต้องฟ้องภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2535 ข้อกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาดังกล่าวนับเป็นข้อสาระสำคัญในการฟ้องคดีเรียกเงินค่าทดแทนเพราะหากล่วงพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวไปแล้ว ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนย่อมไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ร่วมกันประกอบวิชาชีพทางกฎหมายและรับจ้างโจทก์ดำเนินคดีฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนควรจะต้องรู้ข้อกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นอย่างดีทำนองเดียวกับต้องรู้ข้อกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการยื่นคำให้การต่อสู้คดีหรือกำหนดเวลาในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา เป็นต้นและมีหน้าที่ต้องจัดทำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลให้ทันภายในวันที่ 9 มิถุนายน2535 ข้อเท็จจริงได้ความว่า

โจทก์ว่าจ้างจำเลยทั้งสามให้ดำเนินคดีเวนคืนให้แก่โจทก์ โดยได้จ่ายค่าจ้างว่าความจำนวน 30,000 บาทเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2535 จ่ายค่าวางศาลและค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีอีกจำนวน 92,000 บาทเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2535 ให้แก่จำเลยทั้งสาม และจำเลยที่ 3 ได้ร่างคำฟ้องลงวันที่ 24 เมษายน 2535เรียกค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,507,125.88 บาท ซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินค่าขึ้นศาลเพียง 87,677.50 บาท ค่าวางศาลและค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีจำนวน 92,000 บาท ที่โจทก์ได้จ่ายให้จำเลยทั้งสามไปแล้วจึงเพียงพอที่จะนำคำฟ้องดังกล่าวไปยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันกำหนดเวลาที่มีสิทธิฟ้องคดี ที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากโจทก์นำเอกสารมามอบให้เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาที่มีสิทธิฟ้องคดีแล้วนั้นก็ปรากฏว่าเป็นเอกสารที่จะต้องอ้างส่งในชั้นพิจารณา

หาใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับว่าจะต้องยื่นพร้อมคำฟ้องไม่ จึงไม่ใช่ข้อขัดข้องที่ทำให้ไม่อาจยื่นฟ้องได้ นอกจากนั้นตามคำให้การของจำเลยทั้งสามก็ยืนยันว่าการที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2535 เป็นการยื่นฟ้องภายในกำหนดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 โดยจำเลยทั้งสามเห็นว่า การโต้แย้งสิทธิของโจทก์เริ่มเกิดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบ แสดงว่าจำเลยทั้งสามมีความสำคัญผิดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการฟ้องคดีเรียกเงินค่าทดแทนและไม่ได้คำนึงว่าจะต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลให้ทันภายในวันที่ 9 มิถุนายน2535 อันเป็นกำหนดเวลาที่มีสิทธิฟ้องคดี

การที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2535 ซึ่งพ้นกำหนดเวลาที่มีสิทธิฟ้องคดีแล้วทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้รับจ้างดำเนินคดีก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการผิดสัญญา จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดต่อโจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประชา ประสงค์จรรยา · อรพินท์ เศรษฐมานิต · สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้