Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9314/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 2,973,482 บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,927,761 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19ต่อปีของต้นเงิน 2,927,761 บาท และ

เนื้อความคำพิพากษา

การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 2,973,482 บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,927,761 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19ต่อปีของต้นเงิน 2,927,761 บาท และศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินตามจำนวนในคำท้ายฟ้อง จึงเท่ากับว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินไม่เต็มตามคำฟ้องของโจทก์ เงินที่ขาดไปไม่ใช่เป็นข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143ศาลย่อมไม่มีอำนาจแก้ไขได้คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมของนางเงียนโม้ย แซ่ลี ผู้ค้ำประกันและจำนอง ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม2540 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน2,500,000 บาท

ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ และหากมีดอกเบี้ยค้างชำระเกิน 1 ปี ยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ นางเงียนโม้ย แซ่ลี เข้าค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และนางเงียนโม้ย แซ่ลี ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5776 ตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมภายหลังทำสัญญาและรับเงินไปจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระต้นเงินให้แก่โจทก์จำนวน 39,696 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2540 ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1ผิดนัดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2540 โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้วจำเลยที่ 1 เพิกเฉยและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3แล้ว

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,927,761 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 2,927,761 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5776 ตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน2,927,761 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5776 ตำบลพังลา

อำเภอสะเดาจังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบแต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น รวมแล้วต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางเงียนโม้ย แซ่ลี ที่ตกแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่คำพิพากษามีข้อผิดหลงเล็กน้อยซึ่งศาลมีคำสั่งเพิ่มเติมได้แต่คดีนี้โจทก์เรียงคำขอท้ายฟ้องคลาดเคลื่อน ทั้งมิได้มีคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษา กรณีจึงมิใช่ศาลมีคำพิพากษาไปโดยผิดหลงให้ยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 ที่อ้างว่าพิมพ์ผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยในเรื่องตัวเลขศาลจะแก้ไขได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143คำพิพากษาหรือคำสั่งใด หากมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อหลงเล็กน้อยอื่น ๆ และมิได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ศาลที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งมีอำนาจแก้ไขได้ สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 2,973,482บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,927,761 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 2,927,761 บาท และศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินตามจำนวนในคำขอท้ายฟ้อง จึงเท่ากับว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระไม่เต็มตามคำฟ้องของโจทก์ เงินที่ขาดไปไม่ใช่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ เมื่อกรณีไม่ใช่เป็นข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ศาลย่อมไม่มีอำนาจแก้ไขได้ ที่ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีดี รุ่งวิสัย · กนก พรรณรักษา · สมคักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้