Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นเพียงผู้รับฝากเฮโรอีนจาก ล. นำไปให้ ส. และ อ. การที่จะลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเฮโรอีนได้ก็ต่อเมื่อรับฟังได้ว่าจำเลยรู้ว่าห่อของที่นำไปให้ ส. และ อ. เป็นเฮโรอีนเท่านั้น แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จำเลยยืนเฉย ๆ ไม่ได้วิ่งหนีไปไหน ทั้งปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง จึงเห็นได้ว่า หากจำเลยรู้ว่าห่อของที่จำเลยรับฝากเป็นเฮโรอีนแล้ว โดยสัญชาตญาณจำเลยคงวิ่งหนีไปไม่ยอมให้จับกุมการที่จำเลยมิได้หลบหนีจึงอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยไม่รู้ว่าห่อของที่นำมาให้ ส. และ อ. เป็นเฮโรอีน ประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้เกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมจำหน่ายเฮโรอีนกับ ล. ด้วยหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองและจำหน่ายเฮโรอีน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 หลอด น้ำหนัก 0.30 กรัม และมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 1 ถุง หนัก 1 กรัม ไว้ในครอบครอง และจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 2 หลอด น้ำหนัก 0.14 กรัม ให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 200 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเฮโรอีนจำนวน 2 หลอด ที่เหลือจากการจำหน่ายให้แก่ผู้มีชื่อ และกัญชาจำนวน 1 ถุง เป็นของกลาง กัญชาของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 399/2537 ของศาลชั้นต้น

ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีกขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 67, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 ริบเฮโรอีนของกลางและนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67, 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่งเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 เดือน รวมโทษจำคุก 7 ปี 2 เดือน

จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 9 เดือน 10 วัน บวกโทษจำคุก 1 เดือนในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 399/2537 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุก 4 ปี 10 เดือน 10 วัน ริบเฮโรอีนของกลาง

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่เฮโรอีนของกลางให้ริบโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจไปแอบซุ่มเห็นจำเลยส่งมอบเฮโรอีนให้แก่นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์ที่บริเวณเกิดเหตุจึงเข้าจับกุมจำเลย นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์นำส่งพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะเกี่ยวกับจำเลยนั้น เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมส่งมอบพร้อมเฮโรอีนจำนวน 2 หลอดและกัญชาจำนวน 1 ถุง ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.1 กล่าวหาเป็นคดีนี้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธมีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือไม่

ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีร้อยตำรวจตรีวิชา และร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์มาเบิกความเป็นพยานว่า ไปแอบซุ่มเห็นจำเลยส่งสิ่งของให้นายสุริยะ และนายอนุสรณ์ศักดิ์ จึงเข้าจับกุมค้นได้เฮโรอีนและกัญชาของกลางจากกระเป๋ากางเกงของจำเลย โดยโจทก์ยังมีนายสุริยะมาเบิกความอีกว่า นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์มาขอซื้อเฮโรอีนจากจำเลยเมื่อจำเลยเดินไปหลังบ้านกลับมาแล้วก็ได้เอาเฮโรอีนยื่นให้นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์คนละหลอด เป็นการเบิกความสอดคล้องต้องกันรับฟังได้ ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีร้อยตำรวจตรีวิชา ร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์และนายสุริยะมาเบิกความเป็นพยานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยได้นำสืบต่อสู้ว่าเฮโรอีนที่จำเลยส่งมอบให้แก่นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์นั้นนางเล็กเจ้าของร้านค้าของชำฝากมาให้

จำเลยไม่รู้ว่าเป็นเฮโรอีนและเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ค้นตัวจำเลยทั้งกัญชาก็มิได้เป็นของจำเลยด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวแล้วก็แตกต่างขัดกันมีเหตุน่าสงสัยเป็นพิรุธ โดยในเบื้องต้นนายสุริยะเบิกความว่า นายอนุสรณ์ศักดิ์เคยพานายสุริยะไปซื้อเฮโรอีนจากจำเลยมาก่อน 2 ถึง 3 ครั้งแล้ว และที่รู้จักจำเลยก็ด้วยนายอนุสรณ์ศักดิ์เป็นคนพาไปพบจำเลยก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 1 สัปดาห์ อันแสดงว่านายสุริยะไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ที่รู้จักก็โดยการชักนำของนายอนุสรณ์ศักดิ์ แต่ตามคำให้การของนายอนุสรณ์ศักดิ์ในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ. 1 กลับได้ความว่า นายอนุสรณ์ศักดิ์เพิ่งรู้จักจำเลยเป็นครั้งแรกในวันเกิดเหตุและรู้จักชื่อจำเลยภายหลังที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมแล้ว

ดังนั้นเมื่อนายอนุสรณ์ศักดิ์ก็เพิ่งรู้จักจำเลยในวันเกิดเหตุจึงเป็นไปไม่ได้ที่นายอนุสรณ์ศักดิ์จะเป็นผู้พานายสุริยะไปขอซื้อเฮโรอีนจากจำเลยก่อนคดีนี้มา 2 ถึง 3 ครั้งแล้วเช่นกันการที่นายสุริยะเบิกความว่ารู้จักจำเลยก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 1 สัปดาห์โดยนายอนุสรณ์ศักดิ์เป็นคนพาไปพบจำเลยนั้น จึงไม่มีน้ำหนักที่จะให้รับฟังได้เช่นนั้น ประกอบกับที่นายสุริยะเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า ที่เคยไปซื้อเฮโรอีน 2 ถึง 3 ครั้งนั้นไปซื้อกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ร้านค้าของชำอยู่บริเวณหน้าบ้านจำเลยด้วยเช่นนี้จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่า นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์ไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อนซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลย

นอกจากนี้นายสุริยะได้เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านอีกว่า ในวันเกิดเหตุไปติดต่อขอซื้อเฮโรอีนที่ร้านค้าของชำผู้หญิงที่เคยขอซื้อบอกให้เลี้ยวไปรอในซอยเดี๋ยวจะมีคนเอามาให้ ได้ไปรอประมาณครึ่งชั่วโมง จำเลยก็ถือเฮโรอีนมาให้จำนวน 2 หลอด บอกว่ามีคนฝากมาให้ พอดีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมก็ยิ่งทำให้เห็นว่า จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเพียงผู้รับฝากนำเฮโรอีนมามอบให้แก่นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์เท่านั้น นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์มิได้มาติดต่อขอซื้อเฮโรอีนจากจำเลย อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า นางเล็กเจ้าของร้านค้าของชำฝากมาให้นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์ซึ่งจำเลยไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่การที่จำเลยนำเฮโรอีนไปมอบให้นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์นั้นจะถือว่าเป็นการจำหน่ายเฮโรอีนโดยการแบ่งงานกันทำกับนางเล็กเจ้าของร้านค้าของชำที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนได้ตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่นั้น

เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับฝากเฮโรอีนจากนางเล็กนำไปให้นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์เท่านั้นดังที่วินิจฉัยมาแล้วดังนั้นการที่จะรับฟังลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเฮโรอีนได้ก็ต่อเมื่อรับฟังได้ว่าจำเลยได้รู้ว่าห่อของที่นำไปให้นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์เป็นเฮโรอีนเท่านั้น แต่จำเลยจะรู้ว่าเป็นเฮโรอีนหรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยตามคำเบิกความของนายสุริยะที่ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จำเลยยืนเฉย ๆ ไม่ได้วิ่งหนีไปไหนเจ้าพนักงานตำรวจสอบถามจำเลยก็ตอบปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง จึงเห็นได้ว่า หากจำเลยรู้ว่าห่อของที่จำเลยรับฝากจากนางเล็กนำมาให้นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์เป็นเฮโรอีนแล้ว โดยสัญชาตญาณจำเลยคงจะวิ่งหนีไปไม่ยอมให้จับกุม

การที่จำเลยมิได้หลบหนีจึงอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยไม่รู้ว่าห่อของที่นำมาให้นายสุริยะและนายอนุสรณ์ศักดิ์เป็นเฮโรอีน ประกอบกับโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้เกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมจำหน่ายเฮโรอีนกับนางเล็กด้วยหรือไม่ อย่างไร พฤติการณ์จึงน่าเชื่อว่าจำเลยคงจะไม่ทราบว่าเป็นห่อเฮโรอีน ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเจ้าพนักงานตำรวจค้นเฮโรอีนได้จากจำเลยจำนวน 2 หลอด และกัญชาจำนวน 1 ถุง นั้น นายสุริยะพยานโจทก์ก็มิได้เบิกความถึงว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ค้นตัวจำเลยแต่อย่างใด คงเบิกความตอบโจทก์ว่าเจ้าพนักงานตำรวจค้นตัวนายอนุสรณ์ศักดิ์ได้เฮโรอีนจำนวน 2 หลอด และยึดกัญชาวางอยู่ที่เขียงใกล้ ๆ บริเวณป่ากล้วยไว้ โดยตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า

จำเลยปฏิเสธว่ากัญชาไม่ใช่ของจำเลยเช่นกัน อันแสดงว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธว่าเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ตรวจค้นได้เฮโรอีนและกัญชาจากจำเลย ทั้งนำสืบปฏิเสธความถูกต้องของบันทึกการตรวจค้นและจับกุมที่บันทึกไว้ว่าจำเลยรับสารภาพตามข้อกล่าวหาตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ด้วย ประกอบกับเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมจำเลยส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน จำเลยก็ให้การปฏิเสธด้วยเช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ เพชรรุ่ง · อธิราช มณีภาค · ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้