Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9280/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. มาตรา 220 ศาลสั่งให้คู่ความกำหนดวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยที่ศูนย์นัดความและคู่ความได้ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความ ถือได้ว่าการกระทำของคู่ความที่ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความเป็นการกระทำตามคำสั่งศาลและเป็นการกำหนดวันนัดต่อศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น หลังจากตัวโจทก์เข้าเบิกความเป็นพยานปากแรกไป 2 นัดแล้ว แต่ยังไม่จบปาก ในวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งต่อมาในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่ทราบว่ามีวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 แต่มีการนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์จึงได้แต่งตั้งทนายความเพื่อให้เข้ามาดำเนินคดีในวันดังกล่าว ทนายความได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลชั้นต้นเนื่องจากโจทก์ป่วยและทนายความติดว่าความที่ศาลอื่น

ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้แจ้งแก่เสมียนทนายว่าศาลยกฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงมีการนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ทั้งที่โจทก์ได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์กับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์สับสนไม่เข้าใจขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ประกอบกับวันที่กำหนดนัดสืบพยานนั้นโจทก์ไม่มีทนายความเป็นที่ปรึกษา จึงทำให้เข้าใจวันนัดของศาลชั้นต้นคลาดเคลื่อน โจทก์มิได้จงใจไม่มาศาลตามกำหนดนัด ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2547 โจทก์และทนายจำเลยได้กำหนดวันนัดสืบพยานตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมีวันว่างตรงกันและตรงกับวันว่างของศาลชั้นต้นแล้ว

ศาลชั้นต้นจึงได้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19, 20, 21, 22, 26, 27 28 และ 29 ตุลาคม 2547 และวันที่ 2, 3 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นการนัดในระบบการพิจารณาคดีต่อเนื่อง ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยเคร่งครัดเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การที่โจทก์ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19ตุลาคม 2547 โดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะสืบพยานโจทก์อีกต่อไป คำร้องของโจทก์ปราศจากเหตุผลทางกฎหมายที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่จงใจขาดนัดพิจารณา หากคู่ความทุกคดีอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับโจทก์ ย่อมไม่อาจทำให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรมตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาและจำเลยให้การปฏิเสธแล้ว ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายขอเลื่อนคดีถึง 3 นัด ส่วนนัดที่ 4 โจทก์ไม่มา ทนายโจทก์ขอสืบพยาน แต่ทนายจำเลยคัดค้านขอให้สืบตัวโจทก์พร้อมกันไปด้วย ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนคดีไป จนกระทั่งวันนัดสืบพยานโจทก์ นัดที่ 5 ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์จึงอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยาน แต่ยังไม่จบปาก จึงขอเลื่อนการพิจารณาไปนัดสืบพยานโจทก์ใหม่วันที่ 19 มกราคม 2547 ครั้นในวันนัดดังกล่าวโจทก์ยังคงอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานและยังไม่จบปากอีก

ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้คู่ความไปกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยอย่างต่อเนื่องที่ศูนย์นัดความ โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าติดใจสืบพยานโจทก์รวม 20 ปาก ใช้เวลาสืบพยานประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนจำเลยแถลงติดใจสืบพยานจำเลยรวม 3 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 2 นัด นางสาวนวลพรรณ เจ้าพนักงานศาลประจำศูนย์นัดความจึงบันทึกลงในรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ร.3 ว่ากำหนดนัดสืบพยานโจทก์ 20 ปากไม่เกิน 10 นัด และกำหนดนัดสืบพยานจำเลย 3 ปาก ไม่เกิน 2 นัด รวมพยาน 23 ปาก ไม่เกิน 12 นัด แล้วกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และวันนัดสืบพยานจำเลยไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว โดยกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19, 20 ,21, 22, 26, 27 28 และ 29 ตุลาคม 2547 กับวันที่ 2 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 รวม 10 นัด และกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 4 และ 5 พฤศจิกายน 2547 รวม 2 นัด ซึ่งโจทก์และทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว

ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกฟ้อง ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอ้างว่า มิได้จงใจไม่มาศาลตามกำหนดนัด เนื่องจากโจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 มิใช่วันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์จึงไม่ทราบวันนัด ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 หรือไม่ คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ดังนี้ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ประการใด จะนำบทบัญญัติมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาบังคับแก่กรณีเช่นนี้หาได้ไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาได้ ไม่ต้องห้ามฎีกาดังที่จำเลยแก้ฎีกา คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 แต่โจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ว่าโจทก์มีวันว่างในเดือน พฤศจิกายน 2547 โจทก์จึงไม่ได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในเดือน ตุลาคม 2547 เจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ศาล

มิใช่ความผิดของโจทก์ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวนวลพรรณ เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์นัดความที่เป็นผู้ลงบันทึกวันนัดในรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ร.3 พยานโจทก์เองว่า คดีนี้โจทก์และทนายจำเลยมาที่ศูนย์นัดความพร้อมกันทั้งสองคนแล้วตกลงกำหนดวันนัดสืบพยานของแต่ละฝ่าย พยานจะเป็นผู้กรอกบันทึกวันนัดในรายงานเจ้าหน้าที่ไว้ที่หน้าแรก แต่หากมีวันนัดหลายวัน ไม่อาจลงวันนัดในหน้าแรกได้ ก็จะบันทึกวันนัดไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เมื่อตกลงกำหนดวันนัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พยานจะให้คู่ความทั้งสองฝ่ายตรวจดูว่าพยานบันทึกวันนัดถูกต้องหรือไม่ หากบันทึกวันนัดผิดจะให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทักท้วงเพื่อแก้ไขวันนัดให้ถูกต้องและให้คู่ความลงชื่อทราบวันนัดไว้

คดีนี้มีวันนัดหลายวันพยานจึงบันทึกวันนัดไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ เอกสารหมาย ร.3 ดังกล่าว แต่เหตุที่พยานไม่ได้ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากโจทก์และทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าแรกของรายงานเจ้าหน้าที่แล้ว ทั้งพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานได้บันทึกหมายเหตุในรายงานเจ้าหน้าที่ไว้ที่หน้าแรกว่าวันนัดอยู่หน้าหลัง และพยานยืนยันว่าการกำหนดวันนัดได้รับความยินยอมจากโจทก์และทนายจำเลยแล้วเห็นว่า นางสาวนวลพรรณพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความในคดี จึงไม่มีเหตุอันใดที่พยานจะบันทึกวันนัดผิดไปจากวันที่คู่ความตกลงกัน นอกจากนี้ตามรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย

ร.3 กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์เดือนตุลาคม 2547 ในวันที่ 19, 20, 21, 22, 26, 27, 28 และ 29 และเดือนพฤศจิกายน 2547 ในวันที่ 2 และ 3 รวม 10 นัด สอดคล้องกับรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลว่า โจทก์มีพยานประมาณ 20 ปาก ใช้เวลาสืบพยานต่อเนื่องกันประมาณ 2 สัปดาห์ ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในเดือนพฤศจิกายน 2547 นั้น ปรากฏว่าในเดือนดังกล่าวมีวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 2 นัด จึงขัดแย้งกับที่โจทก์ได้แถลงต่อศาลดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์นัดความบันทึกวันนัดสืบพยานโจทก์ตามที่โจทก์และทนายจำเลยตกลงกันตามรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ร.3 แม้โจทก์ไม่มีทนายความคอยให้คำปรึกษาในขณะตกลงกำหนดวันนัดก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้กำหนดวันนัดด้วยตนเอง

โจทก์ควรจดบันทักวันเวลานัดไว้เพื่อมิให้หลงลืม แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์จดบันทึกวันเวลานัดไว้แต่อย่างใด เชื่อว่าโจทก์จดจำวันนัดสืบพยานโจทก์คลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบและเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะยกคดีของโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกำหนดวันนัดต้องกำหนดนัดต่อศาล แต่คดีนี้เจ้าหน้าที่ศูนย์นัดความเป็นผู้กรอกข้อความกำหนดวันนัดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้คำนิยามของคำว่ากระบวนพิจารณาไว้ว่า "การกระทำใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาลหรือตามคำสั่งของศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้"

เมื่อคดีนี้ศาลสั่งให้คู่ความกำหนดวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยที่ศูนย์นัดความและคู่ความได้ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความ ถือได้ว่าการกระทำของคู่ความที่ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความเป็นการกระทำตามคำสั่งศาลและเป็นการกำหนดวันนัดต่อศาลแล้ว ดังนั้น การกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความจึงชอบด้วยกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์จึงชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชัย อภิชาตอำมฤต · ไพโรจน์ วายุภาพ · ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้