Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9277/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

++ เรื่อง ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ฉ้อโกง ++ ++ ++ ++ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ ++ เห็นว่า จากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 เป็นตัวการสำคัญในการกระทำความผิดโดยเป็นผู้ลักหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของมารดามาขูดชื่อมารดาออกแล้วพิมพ์ชื่อของตนเองแทน โดยจำเลยทั้งสามมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยทั้งสามไปติดต่อขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายให้จำเลยในคดีหมายเลขดำที่278/2541 และเป็นพยานรับรองว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 ก็เพื่อมุ่งหวังจะได้ค่านายหน้าเท่านั้นพฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งสามจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยทั้งสามได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม โดยยอมร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนที่โจทก์ร่วมประสงค์เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสามแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษ แต่คุมประพฤติจำเลยทั้งสามไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงนับว่าเป็นดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ ++ แต่สำหรับโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 นั้น มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 8,000 บาท จึงเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำตามกฎหมายและเบาเกินไป โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าโจทก์ร่วมฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสามให้หนักขึ้นอยู่ในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงแก้ไขโทษปรับสำหรับจำเลยทั้งสามให้ถูกต้องเหมาะสมได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสามด้วยโดยมิได้กล่าวถึงการบังคับให้ชำระค่าปรับนั้น เป็นการไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ30,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 15,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๗๘/๒๕๔๑ แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวันถึงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน (น.ส.๓ ก.)ทะเบียนฉบับเลขที่ ๒๖๔๖ เล่ม ๒๗ ก หน้า ๔๖ เลขที่ดิน ๔๖๑ ตำแหน่งที่ดินตำบลทุ่งหวัง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งทางราชการออกให้เพื่อแสดงว่า นางคล่อง วาระหัส สัญชาติไทย บ้านเลขที่ ๑๔๖ หมู่ที่ ๑ตำบลทุ่งหวัง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จำนวนเนื้อที่ ๗๙ ตารางวา ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง โดยการขูดลบคำว่า

"คล่อง"ในช่องชื่อผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินและพิมพ์ข้อความว่า "ณัฐรัตน์"อันหมายถึงจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๘/๒๕๔๑ ลงไปแทน ซึ่งเมื่อแก้ไขดังนั้นแล้วจะทำให้ชื่อผู้ครอบครองและทำประโยชน์เปลี่ยนไปจาก"นางคล่อง วาระหัส" เป็นนางณัฐรัตน์ วาระหัส จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๘/๒๕๔๑ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางคล่อง วาระหัส และประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสามกับพวกได้กระทำเพื่อให้นายประวิ ศักดิ์สวัสดิ์ และประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม๒๕๔๐ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันหลอกลวงนายประวิศักดิ์สวัสดิ์ ผู้เสียหายด้วยการร่วมกันขอกู้ยืมเงินจำนวน ๒๑๐,๐๐๐ บาทจากผู้เสียหายโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันปลอมขึ้นมาใช้อ้างแสดงว่าเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ซึ่งจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๘/๒๕๔๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการดังกล่าวนั้นค้ำประกันการกู้ยืมเงินในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและผู้เสียหาย และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเอกสารตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.)

นั้น จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๘/๒๕๔๑เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่นำมาค้ำประกันเงินกู้จริง จึงได้มอบเงินจำนวน๒๑๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสามกับพวก ต่อมาวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๐เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ ๓ ได้ วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ จับจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ได้ นำส่งพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘, ๓๔๑ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินที่ร่วมกันฉ้อโกงแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายประวิ ศักดิ์สวัสดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โจทก์ร่วมแถลงว่าโจทก์ร่วมติดใจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินให้โจทก์ร่วม ๒๐,๐๐๐ บาทโจทก์ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ (๑), ๒๖๘ วรรคแรก, ๓๔๑ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และร่วมกันนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปใช้ จึงต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง แต่เพียงกระทงเดียว แต่ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการกับความผิดฐานฉ้อโกงนั้น จำเลยทั้งสามกระทำขึ้นและนำไปใช้หลอกลวงโจทก์ร่วมในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ (๑)ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๘ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ ลงโทษจำคุกคนละ ๖ ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงลงโทษจำคุกคนละ ๓ ปีให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินแก่โจทก์ร่วมจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ ๔ ปี ปรับคนละ ๘,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสามรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกคนละ ๒ ปี และปรับคนละ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด๒ ปี คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า จากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๘/๒๕๔๑ เป็นตัวการสำคัญในการกระทำความผิดโดยเป็นผู้ลักหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของมารดามาขูดชื่อมารดาออกแล้วพิมพ์ชื่อของตนเองแทน โดยจำเลยทั้งสามมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยทั้งสามไปติดต่อขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายให้จำเลยในคดีหมายเลขดำที่๒๗๘/๒๕๔๑ และเป็นพยานรับรองว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๘/๒๕๔๑ ก็เพื่อมุ่งหวังจะได้ค่านายหน้าเท่านั้นพฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งสามจึงไม่ร้ายแรงนัก

ประกอบกับจำเลยทั้งสามได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม โดยยอมร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนที่โจทก์ร่วมประสงค์เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสามแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ แก้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษ แต่คุมประพฤติจำเลยทั้งสามไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงนับว่าเป็นดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ แต่สำหรับโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ นั้น มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ ๘,๐๐๐ บาท จึงเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำตามกฎหมายและเบาเกินไป

โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าโจทก์ร่วมฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสามให้หนักขึ้นอยู่ในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกาจึงแก้ไขโทษปรับสำหรับจำเลยทั้งสามให้ถูกต้องเหมาะสมได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสามด้วยโดยมิได้กล่าวถึงการบังคับให้ชำระค่าปรับนั้น เป็นการไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ๓๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ แล้ว คงปรับคนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย ตุลยภักดิ์ · พิชัย เตโชพิทยากูล · วิชัย วิสิทธวงศ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลา - นายสุเมธ สุระคำแหง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้