Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9263/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535 มาตรา 18 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องนั้น บังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" โจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมแล้วมาใช้บังคับแก่คดีของโจทก์ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมก่อนที่ได้เสร็จการสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบก่อน จึงเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติม จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การจำเลยไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยยกเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี หรือไม่ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 183 เป็นการไม่ชอบ ถือได้ว่าปัญหานี้เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนจะต้องคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับ หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ก่อนวันสืบพยานหรือก่อนศาลพิพากษาแล้วแต่กรณี การที่โจทก์นำสืบแสดงสำเนาเอกสารต่อศาลแต่จำเลยมิได้คัดค้านว่าต้นฉบับเอกสารที่โจทก์นำสืบนั้นไม่มีหรือสำเนาไม่ถูกต้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เมื่อศาลวินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าวถือได้ว่าศาลอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องขออนุญาตศาลก่อน และศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวแทนต้นฉบับได้ ข้อฎีกาของจำเลยที่เป็นการอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับความเป็นจริงย่อมไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยของศาลฎีกา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของร้อยตำรวจเอกสุเทพวิริยะภรณ์ชัย ตามคำสั่งศาล เมื่อปี 2506 ร้อยตำรวจเอกสุเทพได้ครอบครองที่ดินมือเปล่า ตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) เลขที่สำรวจ 295/282เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ได้ปลูกบ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 3 (เดิมหมู่ที่ 7) อยู่อาศัยและปลูกพืชไร่ได้แก่ มันสำปะหลัง มะม่วงและทุเรียน ร้อยตำรวจเอกสุเทพถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2533 โจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ต่อมาเดือนมกราคม 2535 จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินดังกล่าวและให้บริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 89 และใช้รถไถไถต้นไม้ที่ร้อยตำรวจเอกสุเทพปลูกไว้และปรับสภาพหน้าดิน โจทก์ทั้งสองห้ามปรามแล้วแต่จำเลยไม่ฟัง

ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องมีเนื้อที่ 18 ไร่ เมื่อวันที่ 15 มกราคม2532 นายกงหลากับนางนิตยา ราษฎร์นิยม ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยในราคา 500,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2532 และนางนิตยาได้รับเงินดังกล่าวไปครบถ้วนแล้วนายกงหลาและนางนิตยาได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยจำเลยได้ปลูกบ้าน ต้นยางพารา ต้นทุเรียน เงาะ มะม่วงกล้วย กับขุดบ่อน้ำ

ต่อมาจำเลยทราบว่านายกงหลาและนางนิตยาจะนำที่ดินพิพาทไปขายให้คนอื่น จึงขับไล่บุคคลทั้งสอง แต่ทั้งสองคนไม่ยอมออก จำเลยจึงฟ้องขับไล่บุคคลทั้งสอง แต่ทั้งสองคนไม่ยอมออก จำเลยจึงฟ้องขับไล่นายกงหลาส่วนนางนิตยามีสามีใหม่และออกจากที่ดินพิพาทไปแล้ว นายกงหลาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายค่าเช่าที่ดินพิพาทไม่เกินปีละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกไปจากที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) เลขที่สำรวจ 295/282 หมู่ที่ 7 ตำบลสำนักทอง (ตำบลกระเฉด)อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เนื้อที่ 37 ไร่ 84 ตารางวา กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 3,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2537ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 เพราะโจทก์ทั้งสองมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 15 วันและคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมนั้นก็มิได้แสดงเหตุอันสมควร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 ดังกล่าว ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13)

พ.ศ. 2535 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2535 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13)พ.ศ. 2535 มาตรา 18 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องนั้น บังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด"

โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2535 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมแล้วมาใช้บังคับแก่คดีของโจทก์ทั้งสอง การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2537 ต่อศาลก่อนที่ได้เสร็จการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบก่อนจึงเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสองเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความเพราะโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองนั้น เห็นว่า

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยซื้อมาจากนายกงหลาและนางนิตยา ราษฎร์นิยม จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยยกสาเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี หรือไม่ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 183 เป็นการไม่ชอบ ถือได้ว่าปัญหานี้เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารหมาย จ.2 จ.3 จ.5 จ.8จ.9 จ.10 จ.12 จ.13 จ.17 และสำเนาเอกสารอื่นขัดต่อ มาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพราะมิใช่ต้นฉบับนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนจะต้องคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับ หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับก่อนวันสืบพยานหรือก่อนศาลพิพากษาแล้วแต่กรณี

การที่โจทก์ทั้งสองนำสืบแสดงสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาล แต่จำเลยมิได้คัดค้านว่าต้นฉบับเอกสารไม่มีหรือสำเนาไม่ถูกต้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เมื่อศาลวินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าว ถือได้ว่าศาลได้อนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) แล้ว โดยโจทก์ทั้งสองไม่จำต้องขออนุญาตศาลก่อนศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารตามที่โจทก์อ้างในฎีกาแทนต้นฉบับได้สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังพยานเอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.22 โดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเป็นการขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 นั้น

เห็นว่าโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2535 ระบุพยานเอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.22 และศาลมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมฉบับดังกล่าวไว้แล้ว ดังนั้นฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับความเป็นจริงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยของศาลฎีกาอนึ่ง คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นกำหนดทุนทรัพย์ราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 100,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 10,000บาท แทนโจทก์ทั้งสองนั้นไม่ชอบ เพราะตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้น สำหรับคดีมีทุนทรัพย์เกิน 25,000 บาท ไว้เพียงร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ จึงเกินกว่าอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 4,000 บาทแทนโจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · ทองหล่อ โฉมงาม · ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้