Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เอกสารการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นเอกสารมหาชนซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา127ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ถูกเอกสารมายันจะต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารแต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอย่างใดดังนั้นโจทก์จึงนำสืบผู้รับมอบอำนาจโจทก์ประกอบเอกสารดังกล่าวก็เป็นการเพียงพอแล้วไม่จำต้องนำสืบเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนอีก โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเงินทุนโดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังการที่โจทก์คิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินเป็นความสมัครใจของจำเลยเองอันเป็นการตกลงในเรื่องดอกเบี้ยสองลักษณะคือดอกเบี้ยปกติ(ร้อยละ14.5ต่อปี)กับดอกเบี้ยผิดนัด(ร้อยละ18.5ต่อปี)หากจำเลยได้ชำระหนี้ตามปกติโจทก์ย่อมไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดแต่เมื่อจำเลยผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยในอัตราผิดนัดตามที่ตกลงกันส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ19ต่อปีตามหนังสือต่ออายุสัญญานั้นโจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่1ได้ตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินพ.ศ.2523และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ลงวันที่20พฤศจิกายน2533ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวตามสัญญากู้เงินย่อมผูกพันใช้บังคับกันได้หาใช่เป็นเบี้ยปรับเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชนไม่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ19ต่อปี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7375ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นประกันการชำระหนี้ด้วย เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องรวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องทั้งสิ้น16,754,739.73 บาท โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 16,754,739.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจากต้นเงิน 14,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดใช้หนี้โจทก์จนครบถ้วนจำเลยทั้งสองให้การว่า

จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ ไม่เคยทำหนังสือต่ออายุสัญญากู้เงิน ไม่เคยทำสัญญาจำนองจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1ลายมือชื่อและรอยตราประทับในสัญญากู้เงิน หนังสือต่ออายุสัญญากู้เงิน สัญญาจำนอง และสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ปลอมโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีเพราะเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด โจทก์คงเรียกได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี เท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2531 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2532 อัตราร้อยละ15 ต่อปี

นับแต่นั้นไปจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2533 และอัตราร้อยละ19 ต่อปี นับแต่นั้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยบิดพลิ้วให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน14,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน2,754,739.73 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลย ทั้ง สอง ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาข้อแรกว่า

นายสมชายได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ได้ปัญหาข้อที่สองต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้เงินไปจากโจทก์โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกัน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ในข้อนี้นายสมชายพยานโจทก์เบิกความว่าเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2531 จำเลยที่ 1ได้ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 14,000,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นรายเดือนภายในทุก ๆ วันสิ้นเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินคงค้างอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีโดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2532 รายละเอียดตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย

จ.9จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7375 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรี เป็นประกันหนี้ต่อโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.11 และในวันเดียวกันนั้นเอง จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแล้วจำเลยที่ 1 ขอต่ออายุสัญญาอีก 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2534 ตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 พยานได้ลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.9จ.10 จ.12 และ จ.13 ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่านายสมชายพยานโจทก์รู้เห็นในการทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.9 จ.10 จ.12และ จ.13 ซึ่งจำเลยทั้งสองเพียงแต่ยื่นคำให้การต่อสู้คดีอย่างลอย

ๆว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินจากโจทก์ ไม่เคยจำนองที่ดินตามฟ้องและจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้โดยในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองไม่ได้นำพยานมาสืบปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว คงมีเพียงนางสาวสุภารัตน์ ศิรเชาวนิชการลูกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์หรือไม่มาเป็นพยานเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนเอกสารหมาย จ.11 เป็นเอกสารการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นเอกสารมหาชนซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ถูกเอกสารมายันจะต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานอย่างใด

ดังนั้น เมื่อโจทก์นำสืบนายสมชายซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ประกอบเอกสารหมาย จ.11 ก็เพียงพอแล้วไม่จำต้องนำสืบเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา คดีรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้เงินโจทก์โดยจำนองที่ดินไว้เป็นประกันและมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจริงตามฟ้องปัญหาข้อที่สาม

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วปัญหาสุดท้ายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือไม่เห็นว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงิน มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเงินทุนโดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.9 เป็นความสมัครใจของจำเลยที่ 1 เอง อันเป็นการตกลงในเรื่องดอกเบี้ยสองลักษณะคือดอกเบี้ยปกติกับดอกเบี้ยผิดนัด หากจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ตามปกติโจทก์ย่อมไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยที่ 1ผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ในอัตราผิดนัดตามที่ตกลงกันส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามหนังสือต่ออายุสัญญาเอกสารหมาย

จ.13 นั้น โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1ได้ตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินพ.ศ. 2523 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 ตามเอกสารหมาย จ.14ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวตามสัญญากู้เงินย่อมผูกพันใช้บังคับกันได้ หาใช่เป็นเบี้ยปรับเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชนไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 14,000,000 บาทนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,754,739.73 บาท จึงชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · สุชาติ ถาวรวงษ์ · สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2567

จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567

แม้จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2567

หนังสือสัญญาจำนองที่ดินมีข้อความว่า ถือสัญญาจำนองนี้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วยและผู้จำนองได้รับเงินเป็นการเสร็จแล้ว แม้การกู้ยืมเงินเข้าลักษณะเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองที่ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2565

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึด กับบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นอันศา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5003/2565

ในการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทตามรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะประธานที่ประชุมนั้น มีการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทหลายครั้งต่างวาระกัน แต่กลับระบุว่าเป็นการประ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้