Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 919/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 เข้าไปกอดรัด ป. หลังจากที่ถูก ป. ใช้ขวดตีที่บริเวณศีรษะ แต่ ป. ยังไม่หยุดทำร้ายโดยใช้ปากกัดที่บริเวณแขนของจำเลยที่ 2 และยังใช้มือบีบคอจำเลยที่ 2 ด้วย ย่อมเป็นการกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิเข้าช่วยเหลือป้องกันจำเลยที่ 2 ให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้นได้ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ค้อนตีศรีษะ ป. 3 ถึง 4 ครั้ง เป็นเพียงแผลแตกแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตีเต็มกำลังให้ถึงตาย แต่จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อให้ ป. หยุดทำร้ายและปล่อยตัวจำเลยที่ 2 เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันจำเลยที่ 2 พอสมควรแก่เหตุ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองกับนายประเสริฐและนางวาสนาจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 356/2544 หมายเลขแดงที่ 451/2544 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลพิพากษาแล้วได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค้อนเหล็กและสิ่งของในบริเวณร้านอาหารที่เกิดเหตุ เป็นอาวุธขว้างปาและตีนายประเสริฐและนางวาสนาที่ศีรษะและร่างกาย ส่วนนายประเสริฐและนางวาสนาร่วมกันใช้ขวด เก้าอี้พลาสติก ไม้ถูกพื้น เป็นอาวุธขว้างปา ตี และกัดที่ศีรษะและตามร่างกายจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองและนายประเสริฐได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83, 33 และริบค้อนเหล็กของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 เดือน ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้ลงโทษกักขังจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบค้อนเหล็กของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โจทก์มีนายประเสริฐและนางวาสนาเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 15 นาฬิกา ขณะที่นางวาสนาขายของอยู่ที่หน้าโรงเรียนวิชานารี จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาแล้วด่านางวาสนาว่า "อีควาย" เมื่อนางวาสนากลับถึงบ้านได้เล่าให้นายประเสริฐฟัง หลังจากนั้นนายประเสริฐและนางวาสนาไปที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งเปิดเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง เมื่อนางวาสนาไปสอบถามจำเลยที่ 2 เรื่องที่ด่านางวาสนา จำเลยที่ 2 กลับพูดว่า "อีนี่ท่าจะบ้า" และถือมีดทำท่าจะทำร้ายนางวาสนา จำเลยที่ 1 ได้เข้ามาห้ามจำเลยที่ 2 ไว้ จำเลยทั้งสองขว้างสิ่งของเข้าใส่

นายประเสริฐจึงขว้างมอเตอร์ไฟฟ้าโต้ตอบไป แล้วจำเลยที่ 2 ยังเข้ามาจะทำร้ายนางวาสนา นายประเสริฐเข้าห้ามจึงเกิดต่อสู้กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้กอดรัดตัวนายประเสริฐไว้ จำเลยที่ 1 เข้ามาช่วยจำเลยที่ 2 ใช้ค้อนตีที่ศีรษะของนายประเสริฐ 3 ถึง 4 ครั้ง ทำให้นายประเสริฐล้มลงกับพื้นหมดสติ ขณะนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจผ่านมาได้เข้าห้ามปราม จำเลยทั้งสองจึงหยุดทำร้ายนายประเสริฐ เห็นว่า คำเบิกความของนายประเสริฐและนางวาสนาขัดแย้งแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสมพงษ์ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งให้การว่า วันเกิดเหตุ นายสมพงษ์เห็นนางวาสนาและจำเลยที่ 2 โต้เถียงกัน จากนั้นจึงเห็นนายประเสริฐขว้างขวดน้ำไปที่ร้านของจำเลยที่ 2 ถูกมิเตอร์ไฟฟ้าเสียหาย

จำเลยที่ 2 ได้ต่อว่านายประเสริฐ ทำให้นายประเสริฐโมโหได้ใช้ขวดน้ำขว้างใส่จำเลยที่ 2 ถูกที่บริเวณหน้าผากแตกมีโลหิตไหล อีกทั้งคำเบิกความของนายประเสริฐและนางวาสนายังแตกต่างจากคำเบิกความของนางสาวณัฐกานต์ พยานจำเลยซึ่งวันเกิดเหตุมารับหลานที่โรงเรียนวิชานารีและมาซื้ออาหารที่ร้านจำเลยทั้งสองที่เบิกความว่า วันเกิดเหตุเห็นนางวาสนามายืนด่าที่บริเวณหน้าร้านจำเลยทั้งสอง และเห็นนายประเสริฐขว้างมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปในร้านจำเลยทั้งสอง เห็นจำเลยทั้งสองวิ่งหนีเข้าไปในร้าน นางสาวณัฐกานต์เกิดความกลัวจึงพาหลานข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง จากนั้นนายประเสริฐเดินออกมาจากร้านทะเลาะกัน แล้วนายประเสริฐใช้ขวดตีที่ศีรษะจำเลยที่ 2 มีโลหิตไหล

แม้นางสาวณัฐกานต์จะเป็นพยานจำเลยทั้งสอง แต่นางสาวณัฐกานต์ไม่เคยรู้จักกับจำเลยทั้งสอง นายประเสริฐและนางวาสนามาก่อน จึงเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่นายประเสริฐและนางวาสนาพยานโจทก์เบิกความอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายเข้ามารุมทำร้ายนายประเสริฐ จึงมีพิรุธไม่น่าเชื่อ ส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ถูกนายประเสริฐใช้ขวดน้ำปลาตีที่บริเวณศีรษะมีโลหิตไหล จำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำร้ายนายประเสริฐ กลับถูกนายประเสริฐนำตัวจำเลยที่ 2 ไปที่บริเวณหน้าร้านจำเลยทั้งสอง ซึ่งตามฎีกาของจำเลยทั้งสองยอมรับว่าขณะนั้นจำเลยที่ 2 ก็ได้กอดรัดตัวนายประเสริฐไว้ แต่จำเลยที่ 2 ยังถูกนายประเสริฐใช้ปากกัดที่บริเวณแขนแล้วใช้มือบีบคอจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงใช้ค้อนตีที่ศีรษะของนายประเสริฐ เพื่อให้นายประเสริฐปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ดังนี้หากจำเลยทั้งสองสมัครใจทะเลาะวิวาทกับนายประเสริฐแล้ว

จำเลยที่ 1 คงไม่ปล่อยให้นายประเสริฐทำร้ายจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 คงไม่ยอมให้นายประเสริฐทำร้ายจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวย่อมต้องคิดต่อสู้โดยใช้ปากกัดหรือใช้เล็บข่วนตามร่างกายและใบหน้าของนายประเสริฐให้ได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่กลับไม่ปรากฎบาดแผลตามร่างกายและบริเวณใบหน้าของนายประเสริฐเลยแต่อย่างใด แสดงว่า นายประเสริฐไม่ได้ถูกจำเลยที่ 2 ทำร้ายโดยคงถูกจำเลยที่ 1 ใช้ค้อนตีที่ศีรษะเท่านั้น คำเบิกความของจำเลยทั้งสองจึงประกอบชอบด้วยเหตุผล น่าเชื่อว่าเป็นความจริงดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบมา พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปกอดรัดนายประเสริฐหลังจากที่ถูกนายประเสริฐใช้ขวดตีที่บริเวณศีรษะ

ทำให้ศีรษะของจำเลยที่ 2 แตกมีโลหิตไหล จำเลยที่ 2 ย่อมกระทำไปเพื่อป้องกันตนเองให้พ้นจากการถูกนายประเสริฐทำร้ายอีก แต่นายประเสริฐยังไม่หยุดทำร้ายโดยใช้ปากกัดที่บริเวณแขนของจำเลยที่ 2 เป็นบาดแผลตามรายงานผลการตรวจบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.3 และยังใช้มือบีบคอจำเลยที่ 2 ด้วย ย่อมเป็นการกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิเข้าช่วยเหลือป้องกันจำเลยที่ 2 ให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้นได้ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ค้อนตีไปที่ศีรษะของนายประเสริฐ 3 ถึง 4 ครั้ง เป็นเพียงแผลแตกแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตีเต็มกำลังให้ถึงตาย แต่จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อให้นายประเสริฐหยุดทำร้ายและปล่อยตัวจำเลยที่ 1 เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันจำเลยที่ 2 พอสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย สินเกษม · ประทีป ปิติสันต์ · สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้