Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยทั้งหมดต่างเป็นทายาทของเจ้ามรดกซึ่งถึงแก่กรรมไม่น้อยกว่า 60 ปีแล้ว พ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทซึ่งเป็นมรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันนี้ตามมาตรา 1748 มิฉะนั้นคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกการที่จำเลยครอบครองมรดกมาฝ่ายเดียวไม่เป็นการเบียดบังอันจะถูกกำจัดมรดก

คำฟ้องและคำให้การ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เป็นมรดกของนายโดดและนางแกว่วหรือน้อย นายโดดและนางแกว่วหรือน้อยถึงแก่กรรมก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่น้อยกว่า 60 ปี โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1เป็นทายาทโดยธรรมของคนทั้งสองนั้น โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 1เป็นทายาทชั้นหลาน โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นทายาทชั้นเหลนมีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยทั้งแปดต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก เพราะปิดบังมรดกรายนี้หรือไม่ในข้อที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 บัญญัติไว้มีใจความว่า

ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ถึงอย่างไรก็ดีห้ามมิให้ฟ้อง เมื่อพ้นกำหนดสิบปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทซึ่งยังมิได้แบ่งปันกันนี้ ตามมาตรา 1748 ได้พิเคราะห์คำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 3ที่ 4 ที่ 5 นายมั่ง นกเทศ นายแสน สว่างแจ้ง นายจำปี สำราญ นายมิ่ง นกเทศ และนายประสิทธิ์ สำราญ พยานโจทก์แล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ได้ร่วมครอบครองที่พิพาทมาแต่ประการใด ที่พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความว่าโจทก์ที่ 1ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองที่พิพาทตลอดมา

ได้ให้นายวงษ์สามีจำเลยที่ 1 แจ้งการครอบครองแทนพวกโจทก์ เป็นการเบิกความที่ไม่มีหลักฐานใด ๆ สนับสนุน ปรากฏในคำเบิกความของโจทก์ที่ 5 ว่านางหว่างมารดาของตน ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของเจ้ามรดกมีสามีไปปลูกบ้านอยู่ที่บางโพธิ์และอยู่ที่นั่นจนตาย ตัวโจทก์ที่ 5 แต่งงานแล้วไปอยู่ที่บ้านบิดามารดากระทั่งมีบุตร ขณะนี้บุตรคนโตอายุได้ 23 ปี และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 4 ซึ่งในขณะเบิกความอายุได้ 74 ปีว่า โจทก์ที่ 4 แต่งงานกับนายป้อม วันดี เมื่ออายุได้ 25 ปี และได้อยู่กินกันที่ตำบลบางโพธิ์จนทุกวันนี้นางชื่นโจทก์ที่ 1 ไปอยู่คลองพิกุลราว 60 ปีและว่านายสมบัติบิดาโจทก์ที่ 3ไปอยู่กับภรรยาที่ตำบลบ้านกลาง โจทก์ที่ 3 เกิดที่บ้านนี้และอยู่บ้านนี้ตลอดมาปรากฏในคำเบิกความของโจทก์ที่ 3 ว่า

ขณะเบิกความโจทก์ที่ 3 มีอายุ 42 ปีซึ่งแสดงว่าพวกโจทก์แต่ละคนได้ออกจากที่พิพาทไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลาช้านานมาแล้ว ที่โจทก์นำสืบว่าได้มาเกี่ยวข้องเอาประโยชน์ในที่พิพาทตลอดเวลามาอันเป็นการแสดงการครอบครองร่วมของพวกโจทก์นั้นเห็นว่า นอกจากเป็นการนำสืบลอย ๆ แล้วยังปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าที่พิพาทมีความยาวทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ด้านละ 25 วา ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกกว้าง 17 วา และ 16 วาตามลำดับ และว่าที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ แต่ปรากฏตามแบบแจ้งการครอบครองสำหรับที่พิพาทตามสำเนาภาพถ่าย ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีส่งมาตามคำสั่งเรียกของศาลรวมอยู่ในสำนวนอันดับที่ 32 ว่าที่ดินนี้กว้างทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ด้านละ 7 วา และยาวทางด้านทิศตะวันออก

ทิศตะวันตกด้านละ 1เส้น 10 วา มีเนื้อที่เพียง 2 งาน 10 ตารางวาเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกันถึงครึ่งจำนวนแสดงว่าฝ่ายโจทก์ไม่ทราบขนาดความกว้างยาวและจำนวนเนื้อที่ของที่ดินนี้เลย ซึ่งถ้าฝ่ายโจทก์ได้เคยเข้าเกี่ยวข้องครอบครองมาด้วยจริงดังที่กล่าวอ้าง ก็น่าจะได้รู้หรือถ้าจะจำผิดพลาดไปบ้างก็คงไม่ผิดพลาดมากมายถึงขนาดนี้ เพราะที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยที่ 1ที่ 7 นางเอม ภูเจริญ นายปุ่น คงเพชร มาเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อนายโดดนางแกว่วหรือน้อยตาย จำเลยที่ 1 กับนายวงษ์สามีครอบครองที่พิพาทตลอดมาโดยทายาทอื่น ๆ ได้ออกไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลาช้านานไม่ได้เกี่ยวข้องเลย นายวงษ์ได้แจ้งการครอบครองไว้เป็นหลักฐานตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2498 และเสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา

ศาลฎีกาเห็นว่าพยานจำเลยมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานโจทก์ ฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายโดดและนางแกว่วหรือน้อยได้ถือสิทธิครอบครองที่พิพาทอันเป็นมรดกของนายโดดและนางแกว่วหรือน้อยอย่างเป็นเจ้าของมาแต่ผู้เดียวโดยฝ่ายโจทก์มิได้ครอบครองร่วมด้วยแต่ประการใด คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754, 1755 โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเอามรดกรายนี้อีกต่อไป ทั้งเห็นว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวมาหาเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกอันจะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1605ดังที่โจทก์ฎีกามาไม่"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุไพศาล วิบุลศิลป์ · จันทร์ ระรวยทรง · สุวัฒน์ รัตรสาร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้