Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2543 (เลขอ้างอิง 91174)

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับ ช. และ อ. และได้ทำสัญญาต่อเติมตกแต่งอาคารกับโจทก์ โดยคำฟ้องของโจทก์แสดงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าเป็นเรื่องจ้างทำของ และสภาพแห่งข้อหาคือ ไม่ชำระเงินค่าว่าจ้างให้ครบตามสัญญา โดยไม่ได้กล่าวอ้างถึงนิติสัมพันธ์ตามสัญญาอื่นรวมอยู่กับสัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารด้วย สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมี ช. กับ อ. เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขาย แต่สัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารมีโจทก์เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้รับจ้าง สัญญาทั้งสองฉบับไม่ปรากฏว่ามีข้อความใด ๆ ที่อ้างถึงสัญญาอีกฉบับหนึ่งหรือระบุให้เห็นว่าสัญญาทั้งสองฉบับมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นสัญญาทั้งสองฉบับจึงแยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารซึ่งอยู่ในลักษณะจ้างทำของ แต่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอยู่ในลักษณะซื้อขาย การนำสัญญาทั้งสองฉบับมารวมกันแล้วถือว่าเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน ย่อมไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ได้กำหนดลักษณะของสัญญาแต่ละชนิดไว้ ดังนั้นในระหว่างโจทก์กับจำเลย การปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สัญญากับการบังคับตามสัญญาต้องเป็นไปตามลักษณะจ้างทำของ จึงต้องใช้อายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7)

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งห้าสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยในสำนวนต่อ ๆ ไปว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าสำนวนขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 2,170,496 บาท จำเลยที่ 2 ชำระ 1,990,496 บาท จำเลยที่ 3 ชำระ 3,980,928 บาท จำเลยที่ 4 ชำระ 3,980,928 บาท และจำเลยที่ 5 ชำระ 2,230,496 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงตึกแถวที่ซื้อจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ (โดยคำนวณให้ใหม่ไม่ตรงตามที่โจทก์ขอ) กับให้โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงตึกพิพาทของจำเลยทั้งห้าจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งห้าสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 30,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าสำนวนใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์สำนวนละ 5,000 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับค่าไฟฟ้าและน้ำประปาที่โจทก์อ้างว่าได้สำรองจ่ายแทนจำเลยทั้งห้านั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระเงิน 9,600 บาท 9,600 บาท 19,200 บาท 19,200 บาท และ 9,600 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในส่วนนี้ ค่าไฟฟ้าและน้ำประปาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ดังนั้นจำเลยทั้งห้าจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า สัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าเป็นสัญญาจ้างทำของ โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเกินเวลา 2 ปี จึงขาดอายุความนั้น

เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ระบุชัดเจนว่า จำเลยทั้งห้าได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ตกแต่งต่อเติมอาคารโจทก์ตกลงรับจ้างและได้ทำสัญญาว่าจ้างตามสำเนาสัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารพาณิชย์เอกสารท้ายคำฟ้อง หลังจากโจทก์ตกลงรับจ้างตกแต่งต่อเติมอาคารตึกแถวแล้ว โจทก์กับผู้เป็นหุ้นส่วนได้ดำเนินการต่อเติมตกแต่งอาคารตึกแถวจนแล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญาจ้าง จำเลยทั้งห้าชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งห้าชำระค่าจ้างที่ยังคงค้างชำระหลายครั้ง จนในที่สุดได้มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม หากจำเลยไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในกำหนดโจทก์กับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งได้ครอบครองอาคารพาณิชย์มาโดยตลอดขอใช้สิทธิยึดหน่วงตามกฎหมาย

ทั้งเป็นหนี้บุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 273 แต่จำเลยทั้งห้าได้รับแล้วคงเพิกเฉยตามสำเนาหนังสือทวงถาม (ขอให้นำเงินค่าว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารพาณิชย์มาชำระ) เอกสารท้ายคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์และเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวล้วนแต่แสดงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าเป็นเรื่องจ้างทำของ และสภาพแห่งข้อหาคือไม่ชำระเงินค่าว่าจ้างให้ครบตามสัญญาว่าจ้างต่อเติมอาคารพาณิชย์ โดยคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่า โจทก์กับจำเลยทั้งห้ามีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาอื่นรวมอยู่กับสัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารพาณิชย์พิพาทด้วย และเมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับสัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารพาณิชย์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1493-1497/2536 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาไปแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 567-571/2540 จะเห็นได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีนางสาวอนงค์และนางช่วยมุ่ยเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขาย แต่สัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารพาณิชย์มีโจทก์เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้รับจ้าง ข้อความในสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อความใด

ๆ ที่อ้างถึงสัญญาอีกฉบับหนึ่งหรือระบุให้เห็นว่าสัญญาทั้งสองฉบับมีส่วนเกี่ยวข้องกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องฟังว่า สัญญาทั้งสองฉบับนี้แยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างต่อเติมตกแต่งอาคารพาณิชย์ซึ่งอยู่ในลักษณะจ้างทำของ แต่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอยู่ในลักษณะซื้อขายการนำสัญญาทั้งสองฉบับมารวมกันแล้วถือว่าเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน ย่อมไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ได้กำหนดลักษณะของสัญญาแต่ชนิดไว้ ดังนั้นในระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สัญญาและการบังคับตามสัญญาก็ต้องเป็นไปตามลักษณะจ้างทำของ ไม่อาจนำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งอยู่ในลักษณะซื้อขายมารวมด้วยหาได้ไม่

เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งห้าต้องบังคับตามสัญญาจ้างทำของ จึงต้องใช้อายคุวาม 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ในประเด็นนี้คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยทั้งห้าต้องชำระเงินให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่โจทก์ทวงถามซึ่งเป็นวันที่ 2 กันยายน 2534 และโจทก์เบิกความว่า ได้แจ้งให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2534 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี 4 เดือน การฟ้องคดีของโจทก์จึงเกิน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้ได้ คดีของโจทก์ในเรื่องนี้จึงขาดอายุความ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระเงิน 9,600 บาท 9,600 บาท 19,200 บาท 19,200 บาท และ 9,600 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับทุกสำนวน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูชาติ ศรีแสง · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · สบโชค สุขารมณ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ศาลอุทธรณ์ - นายบุญเจือ รัตนสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้