Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 906/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยตั้งทนายความไว้ 2 คน คือ ธ.และอ. การเลื่อนคดีครั้งแรก จำเลยอ้างเหตุว่า ธ. ทนายความเจ็บป่วยท้องเสียเพราะอาหารเป็นพิษโจทก์ไม่ค้าน ความจริงจำเลยอาจให้ อ. เข้าทำหน้าที่ได้เพราะไม่ปรากฏว่าในวันดังกล่าวอ. มีภาระกิจหรือความจำเป็นอื่นใด ต่อมาในการสืบพยานจำเลยครั้งที่ 2 จำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าตัวจำเลยติดประชุม โดยตัวจำเลยก็ทราบวันนัดในครั้งนี้ล่วงหน้านานแล้ว ตามบัญชีระบุพยานจำเลยนอกจากจะอ้างจำเลยเป็นพยาน แล้ว ยังอ้าง ว.และสมุห์บัญชีธนาคารก.เป็นพยานอีกด้วยโดยเฉพาะว. เป็นพยานนำ แต่จำเลยก็มิได้นำพยานเหล่านี้มาสืบ แสดงให้เห็นความไม่ขวนขวายเท่าที่ควรอยู่ในตัว ในการเลื่อนครั้งที่ 2 นี้ ศาลได้กำชับว่าให้จำเลยเตรียมพยาน มาให้พร้อมมิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจสืบพยานเนื่องจาก จำเลยได้เลื่อนคดีติดกันเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ต่อมา ในวันสืบพยานจำเลยครั้งที่ 3 จำเลยขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่า ธ. ทนายความป่วยกล้ามเนื้อขาอักเสบ ตามรายงานแพทย์ไม่มีรายละเอียดอื่น แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้นำพา ต่อคำสั่งกำชับของศาล ทั้งจำเลยอาจให้ทนายคนอื่น ซักถามพยานแทนได้แต่ไม่ทำเช่นนั้น ประกอบกับโจทก์ คัดค้านการขอเลื่อนคดี ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลย นั้นชอบแล้ว โจทก์ได้รับแลกเช็คพิพาทซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายโจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คและได้รับประโยชน์ แห่งข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้ทรงโดยสุจริต ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ประกอบกับ มาตรา 904 จำเลยมีหน้าที่นำสืบว่าโจทก์ไม่สุจริตคบคิดกัน ฉ้อฉลกับผู้มีชื่อดังที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี เมื่อจำเลย มิได้นำสืบในข้อนี้จึงต้องรับผิด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 2 ได้นำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสนามเป้า ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2538 วันที่ 21 สิงหาคม 2538 และวันที่ 25 สิงหาคม 2538 จำนวนเงิน 900,000 บาท 800,000 บาท และ 800,000 บาท ตามลำดับ มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาสลักหลังแลกเงินสดไปจากโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,684,619 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อประมาณปลายเดือนเมษายน 2538จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน 3 ฉบับ

มอบให้นายวินิต สุรวิลาศ นำไปแลกเงินสด นายวินิตได้นำเช็คพิพาทดังกล่าวไปขอแลกเงินสดจากนายดีเนช ปานเด แต่นายดีเนช ปานเดไม่สามารถรับแลกเงินสด นายวินิตจึงมอบเช็คพิพาทให้นายดีเนช ปานเด ช่วยนำไปแลกเงินสดให้ ต่อมานายดีเนช ปานเดแจ้งแก่นายวินิตว่าได้นำเช็คพิพาทไปขอแลกเงินสดกับโจทก์และมอบเช็คทั้ง 3 ฉบับ ให้แก่โจทก์ไว้แล้ว แต่ต่อมาโจทก์แจ้งแก่นายวินิตว่าไม่สามารถรับเงินแลกเงินสดได้และได้คืนเช็คพิพาทให้นายดีเนช ปานเดแล้ว นายวินิตจึงไปขอเช็คพิพาทคืนจากนายดีเนช ปานเด แต่ได้รับการผัดผ่อนเรื่อยมา จนกระทั่งนายดีเนช ปานเด ต้องคดีอาญา และได้หลบหนีกลับต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งให้ธนาคารตามเช็คระงับการจ่ายเงิน

การที่โจทก์นำเช็คพิพาทมาฟ้อง เป็นการร่วมคบคิดกันฉ้อฉลระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายดีเนช ปานเดความจริงแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่เคยนำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดกับโจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาท ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน2,500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 900,000 บาท นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2538 และของต้นเงิน 800,000 บาทนับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2538 และวันที่ 25 สิงหาคม 2538 ตามลำดับจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยประการแรกว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่

เห็นว่าคดีนี้จำเลยที่ 1 ตั้งทนายความไว้ 2 คน คือนายธนา ธรรมวิหารและนายอนุชาติ ตระกูลมุทุตา การเลื่อนคดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า นายธนาทนายความเจ็บป่วยท้องเสียเพราะอาหารเป็นพิษ โจทก์ไม่ค้าน ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 อาจให้นายอนุชาติเข้าทำหน้าที่ได้เพราะไม่ปรากฏว่าในวันดังกล่าวนายอนุชาติมีภาระกิจหรือความจำเป็นอื่นใด ต่อมาในการสืบพยานจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 2 จำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าตัวจำเลยที่ 1 ติดประชุม โดยที่จำเลยที่ 1 ก็ทราบวันนัดในครั้งนี้ล่วงหน้านานแล้ว ซึ่งตามบัญชีระบุพยานจำเลยฉบับวันที่ 25 ตุลาคม 2539 นอกจากจะอ้างจำเลยที่ 1 เป็นพยานแล้วยังอ้างนายวินิต สุรวิลาศ และสมุห์บัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา

จำกัด เป็นพยานอีกด้วย โดยเฉพาะปากนายวินิตเป็นพยานนำแต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้นำพยานเหล่านี้มาสืบ แสดงให้เห็นความไม่ขวนขวายเท่าที่ควรอยู่ในตัว ในการเลื่อนครั้งที่ 2 นี้ศาลได้กำชับในรายงานกระบวนพิจารณาว่าให้จำเลยเตรียมพยานมาให้พร้อม มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจสืบพยานเนื่องจากจำเลยได้เลื่อนคดีติดกันเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ต่อมาในวันสืบครั้งที่ 3 จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่านายธนาทนายความป่วยกล้ามเนื้อขาอักเสบ ตามรายงานแพทย์ไม่มีรายละเอียดอื่นแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้นำพาต่อคำสั่งกำชับของศาลทั้งจำเลยที่ 1 อาจให้ทนายคนอื่นซักถามพยานแทนได้ แต่ไม่ทำเช่นนั้นประกอบกับโจทก์คัดค้านการขอเลื่อนคดี ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริตหรือไม่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์ได้ความว่า โจทก์ได้รับแลกเช็คพิพาทดังกล่าวซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อเป็นผู้อาวัล โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คและได้รับประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้ทรงโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 904จำเลยมีหน้าที่นำสืบว่าโจทก์ไม่สุจริตคบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ 2ดังที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้อย่างไร เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบในข้อนี้จึงต้องรับผิดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · สถิตย์ ไพเราะ · วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้