Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นว่าเป็นการกระทำที่ เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ การที่โจทก์ฟ้องจำเลย ในทางแพ่งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายอันเนื่องมาจาก จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมก็โดยอาศัยเหตุจากที่โจทก์ เคยแจ้งความร้องทุกข์ให้อัยการศาลมณฑลทหารบกฟ้องจำเลย คดีก่อนในทางอาญาเรื่องจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว ซึ่งศาลมณฑลทหารบกพิพากษาลงโทษจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่อง กับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ว่า จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ก่อนที่ โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/32(มาตรา 168 เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสามคดีอาญาก่อนถึงที่สุดวันที่ 28 เมษายน 2538 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2538 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์ ไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 918เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2534 โจทก์ตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิของที่ดินโจทก์ดังกล่าวถูกเปลี่ยนแปลงรายการผู้มีสิทธิครอบครองจากชื่อโจทก์ไปเป็นชื่อจำเลยโดยมีการทำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2532 ให้จำเลยเป็นผู้ทำการจดทะเบียนนิติกรรมโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อน โจทก์จึงร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยศาลมณฑลทหารบกที่ 14 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุด ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองระหว่างโจทก์จำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.)

เลขที่ 918 ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2532 ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่คืนขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ใหม่จำเลยให้การว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม และจำเลยเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่วันจดทะเบียนจนปัจจุบัน

โจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบเหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินนั้น และจำเลยครอบครองที่ดินดังกล่าวเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้องในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับกันว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน2534 โจทก์ตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2532 โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามฟ้องให้แก่จำเลย ครั้นวันที่ 18 เมษายน 2532 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์จึงฟ้องจำเลย (ที่ถูกโจทก์ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย) ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2538ศาลมณฑลทหารบกที่ 14 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานโจทก์จำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมโอนสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 918 ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลย ตามสารบัญจดทะเบียนรายการลงวันที่ 13 มกราคม 2532 ตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2532 ให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 918 ดังกล่าวคืนโจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีได้ความว่าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2532 จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโจทก์ตามฟ้องให้แก่จำเลยโดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2532ซึ่งโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย

ต่อมาโจทก์ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยและศาลมณฑลทหารบกที่ 14 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 264 จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามฟ้องระหว่างโจทก์จำเลยคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในชั้นนี้เพียงว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นเองว่าเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในทางแพ่งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายอันเนื่องมาจากจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมก็โดยอาศัยเหตุจากที่โจทก์เคยแจ้งความร้องทุกข์ให้อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 14 ฟ้องจำเลยคดีก่อนในทางอาญาเรื่องจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งศาลมณฑลทหารบกที่ 14พิพากษาลงโทษจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว

นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน เช่นนี้ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้นในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ว่าจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาลงโทษจำเลยก่อนที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/32 (มาตรา 168 เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 28 เมษายน 2538 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2538 ยังไม่เกิน10 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัตร์ สุขเกษม · จรัญ หัตถกรรม · ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้