Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9021/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนการให้บริการของสายการเดินเรือของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย ใบตราส่งที่จำเลยที่ 2ออกให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าทางทะเลระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง อันเป็นการออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1การดำเนินการของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการรับขนสินค้ามีเพียงการจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ให้โจทก์นำไปบรรจุสินค้าและรับมอบตู้คอนเทนเนอร์นำไปบรรทุกลงเรือของจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำการขนส่งสินค้าทางทะเลช่วงระยะทางช่วงหนึ่งช่วงใด จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลเท่านั้นหาใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในการตกลงซื้อขายสินค้า คู่สัญญาย่อมมีสิทธิตกลงเงื่อนไขการส่งมอบและเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์แก่กันได้ แม้ตามใบกำกับสินค้าจะระบุราคาสินค้ารวมค่าระวางหรือซีแอนด์เอฟซึ่งถือว่ากรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการนำสินค้าพ้นกราบเรือที่ท่าเรือบรรทุกสินค้าขึ้นก็ตามแต่เมื่อการซื้อขายดังกล่าวมีการตกลงกันตามธรรมเนียมการซื้อขายผลไม้สดโดยโจทก์ผู้ขายจะต้องส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้ตรวจคุณภาพจนพอใจแล้ว ผู้ซื้อจึงตกลงรับซื้อและชำระราคาให้ ดังนั้น เมื่อสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งจนผู้ซื้อไม่ยอมรับซื้อและชำระราคาโจทก์ในฐานะผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเล ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้ตามสัญญารับขนของทางทะเลนั้น โจทก์เพียงส่งมอบใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1เท่านั้นยังไม่ได้โอนใบตราส่งไปยังผู้ซื้อ แม้ผู้ซื้อจะได้เรียกร้องให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้วก็ตามสิทธิทั้งหลายของโจทก์ในฐานะผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนของทางทะเลก็ยังหาได้โอนไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ได้ตามพระราชบัญญัติการรับของทางทะเลฯ มาตรา 39 ใบตราส่งสินค้าระบุว่าสินค้าที่ขนส่งเป็นทุเรียนสดจำนวน 1,200 หีบห่อ อันเป็นการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ดังนี้ ต้องถือว่าสินค้าที่ขนส่งมีจำนวนหน่วยการขนส่ง 1,200 หน่วยตามพระราชบัญญัติการรับของทางทะเลฯมาตรา 59(1) มิใช่ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เป็น 1 หน่วยการขนส่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 59

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าทุเรียนสดของโจทก์จากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อนำไปส่งให้แก่บริษัทกลิทเทอร์ เจมเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อที่เมืองเกาซุงไต้หวัน โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ซื้อสินค้านี้จากโจทก์ ซึ่งมีข้อตกลงว่าผู้ซื้อจะตรวจสอบสินค้าก่อน ถ้าสินค้ามีคุณภาพดีจึงจะรับมอบและชำระราคาซึ่งเป็นราคาขายส่งมอบที่เมืองเกาซุงคิดเป็นเงินรวม 28,800ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 2 ได้นำตู้คอนเทนเนอร์แบบตู้ห้องเย็นขนาด40 ฟุต หมายเลขโอโอแอลยู 5901945 มามอบแก่โจทก์ วันที่ 30เมษายน 2541 โจทก์ได้บรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 พร้อมเอกสารกำกับสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง

จังหวัดชลบุรีและวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งสองได้นำตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าดังกล่าวบรรทุกบนเรือ เอ็นวายเค ซันไรส์ เที่ยวเรือที่ 069 อี ที่ท่าเรือแหลมฉบัง แล้วจำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งเลขที่โอโอแอลยู 65106886ให้แก่โจทก์ ก่อนที่เรือจะเดินทางไปถึงเมืองท่าเกาซุงซึ่งเป็นเมืองท่าปลายทาง โจทก์ได้ส่งมอบต้นฉบับใบตราส่งให้จำเลยที่ 2 ที่กรุงเทพมหานครเพื่อให้จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งไปยังตัวแทนที่ไต้หวันให้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งได้โดยไม่ต้องนำต้นฉบับใบตราส่งไปแสดงที่เมืองท่าปลายทางเพื่อให้ผู้รับตราส่งไปรับสินค้าออกมาตรวจสอบก่อนได้ วันที่ 6 พฤษภาคม2541 เรือเอ็นวายเค ซันไรส์ เดินทางถึงเมืองท่าเกาซุง

บริษัทกลิทเทอร์ เจมเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้สั่งซื้อ ได้ตรวจสอบสินค้าพบว่าสินค้าตามฟ้องทั้งหมดได้รับความเสียหาย เนื่องจากความผิดพลาดในการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์ จึงไม่รับสินค้า และสินค้าดังกล่าวถูกนำไปเผาทำลายภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ศุลกากร โจทก์จึงมีหนังสือเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าราคาสินค้าที่ตกลงซื้อขายกันจำนวน28,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินบาทในขณะยื่นฟ้องเป็นเงินจำนวน1,083,744 บาท จำเลยทั้งสองปฏิเสธ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่สินค้าเสียหายถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน1,163,895 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน1,083,744 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในสินค้าตามฟ้องตกแก่บริษัทกลิทเทอร์ เจม เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับมอบสินค้า โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1มีหน้าที่ในการทำพิธีการเรือของเรือเอ็นวายเค ซันไรส์ การส่งมอบของแก่ผู้รับตราส่ง การขนส่งสินค้ารายนี้เป็นการขนส่งแบบ CY/CY ซึ่งโจทก์ผู้ส่งมีหน้าที่ตรวจสภาพของตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งรวมถึงการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในสภาพเหมาะสมกับสภาพสินค้าที่จะส่งและมีหน้าที่บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เอง

เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าตามฟ้องในสภาพเรียบร้อยและเครื่องทำความเย็นสามารถใช้การได้ดีให้แก่การท่าเรือเกาซุงซึ่งเป็นท่าเรือปลายทาง ความเสียหายของสินค้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้ขนส่งไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การขนส่งสินค้าทุเรียนสด ผู้ส่งจะต้องทำการลดอุณหภูมิความร้อนในผลทุเรียนที่เรียกว่า "PRE-COOL" ให้หมดไปก่อนที่จะทำการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ แต่โจทก์ได้บรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์โดยไม่ทำการลดอุณหภูมิก่อน สินค้าทุเรียนจึงคายความร้อนและทำให้เกิดความเสียหายขึ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดก็ไม่เกิน 10,000 บาท

เนื่องจากสินค้ามีเพียง 1 ตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่เกิน 360,000 บาท เนื่องจากสินค้าตามฟ้องมีน้ำหนัก 12,000 กิโลกรัม ขอให้ยกฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 360,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 360,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 เมษายน 2542)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่เมืองฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนประกอบธุรกิจรับขนส่งสินค้าทางทะเลโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นสำนักงานสาขาในประเทศไทย

ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2541 บริษัทกลิทเทอร์ เจมเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด อยู่ที่ไต้หวันได้สั่งซื้อสินค้าทุเรียนสดจำนวน 12,000 กิโลกรัม ซึ่งบรรจุกล่องกระดาษ 1,200 กล่อง กล่องละประมาณ3 ถึง 6 ลูกจากโจทก์ โดยโจทก์ได้ติดต่อจำเลยที่ 2 เพื่อว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปยังท่าเรือเมืองเกาซุงไต้หวัน เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ โดยบรรจุสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์แบบมีเครื่องทำความเย็นและบรรทุกไปบนเรือเดินทะเลเอ็นวายเค ซันไรส์ของจำเลยที่ 1 เมื่อขนส่งสินค้าไปถึงท่าเรือเมืองเกาซุง ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวเน่าเสียหายทั้งหมดมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นหรือไม่

เห็นว่า จำเลยที่ 2 ประกอบการเป็นสำนักงานสาขาในประเทศไทยของจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองมีนายสุรศักดิ์ อุดมศิลป์ พนักงานของจำเลยที่ 1 กับนายฮั่นหลิม รัชตเศรษฐกุลกรรมการของจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2เป็นตัวแทนในประเทศไทย ตามสัญญาการเป็นตัวแทนการให้บริการของสายการเดินเรือเอกสารหมาย ล.8 ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งแต่ประการใดจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนการให้บริการของสายการเดินเรือของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยจริงและตามใบตราส่งเอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.6 ซึ่งเป็นใบตราส่งที่จำเลยที่ 2ออกให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าทางทะเล

ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อออกใบตราส่งโดยระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งอันเป็นการออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1 นอกจากนั้นการดำเนินงานของจำเลยที่ 2 อันเกี่ยวกับการรับขนสินค้าตามฟ้องได้ความว่ามีเพียงการจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ให้โจทก์นำไปบรรจุสินค้าและรับมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าแล้วจากโจทก์นำบรรทุกลงเรือเอ็นวายเค ซันไรส์ของจำเลยที่ 1 จากนั้นเรือดังกล่าวเดินทางจากประเทศไทยไปยังไต้หวันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำการขนส่งสินค้าทางทะเลช่วงระยะทางช่วงใดช่วงหนึ่งแต่ประการใด จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลเท่านั้น

หาใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งเพียงใดหรือไม่ ในข้อนี้ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าการซื้อขายสินค้าตามฟ้องเป็นการซื้อขายที่ตกลงระบุราคาสินค้าบวกค่าระวาง(ซีแอนด์เอฟ) กรณีนี้ถือว่ากรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการนำสินค้าพ้นกราบเรือที่ท่าเรือบรรทุกสินค้าขึ้นตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ(Incoterms) ในเงื่อนไขซีแอนด์เอฟ ทั้งต่อมาเมื่อเรือเทียบท่าที่เมืองเกาซุงไต้หวัน ผู้ซื้อได้เรียกร้องให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ท่าเรือปลายทางส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์แล้ว

ดังนั้น สิทธิทั้งหลายของโจทก์อันเกิดแต่สัญญารับขนส่งย่อมตกได้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ในการตกลงซื้อขายสินค้ากัน คู่สัญญาย่อมมีสิทธิตกลงเงื่อนไขการส่งมอบและเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์แก่กันได้สำหรับการซื้อขายสินค้าตามฟ้องคดีนี้ แม้ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมายจ.10 จะระบุราคาสินค้ารวมค่าระวางหรือซีแอนด์เอฟ ดังที่จำเลยที่ 1อุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์มีนายกิตติพงษ์ พิสุทธิศรัณย์ กรรมการบริหารของโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความว่า การซื้อขายดังกล่าวตกลงกันตามธรรมเนียมการซื้อขายผลไม้สด โดยโจทก์ผู้ขายจะต้องส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้ตรวจคุณภาพจนพอใจแล้วผู้ซื้อจึงตกลงรับซื้อและชำระราคาให้ต่อไป ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นจึงฟังได้ว่าโจทก์กับผู้ซื้อสินค้าตกลงกันดังกล่าวจริง

โจทก์จึงมีหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องส่งสินค้าไปให้แก่ผู้ซื้อที่ท่าเรือเมืองเกาซุง ไต้หวัน เมื่อโจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ หากสินค้าได้เกิดเสียหายในระหว่างการขนส่งจนผู้ซื้อไม่ยอมรับซื้อและชำระราคาสินค้าโจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ได้ตามสัญญารับขนของทางทะเลนั้น ทั้งข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็ได้ความว่าโจทก์ยังไม่ได้โอนใบตราส่งสำหรับสินค้าที่ขนส่งตามเอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.6 ให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง โดยโจทก์เพียงแต่ส่งมอบต้นฉบับใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ท่าเรือต้นทางเพื่อให้แจ้งไปยังตัวแทนผู้ขนส่งที่ท่าเรือปลายทางให้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งที่โจทก์ระบุไว้เท่านั้น

ยังไม่ได้โอนใบตราส่งไปยังผู้ซื้อแต่อย่างใด และสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นในปี 2541 จึงต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มิใช่กรณีที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 627 ดังที่จำเลยที่ 1กล่าวอ้างในอุทธรณ์ ดังนั้น แม้ผู้ซื้อจะได้เรียกร้องให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1ที่ท่าเรือปลายทางส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้วก็ตาม สิทธิทั้งหลายของโจทก์ในฐานะผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนของทางทะเลนี้ก็ยังหาได้โอนไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งไม่ โจทก์ในฐานะคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1รับผิดชำระค่าเสียหายอันเป็นผลมาจากการที่สินค้าซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งรับมอบจากโจทก์ผู้ส่งของเสียหาย โดยเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ได้ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล

พ.ศ. 2534 มาตรา 39 เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดขึ้นหรือเป็นผลจากเหตุที่ทำให้ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 52 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์อีกว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะความเสียหายเกิดจากสภาพสินค้าทุเรียนคายความร้อนและโจทก์ไม่ลดอุณหภูมิสินค้าให้เหมาะสมก่อนนำเข้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ในข้อนี้เห็นว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าทุเรียนสดทางทะเลโดยตกลงกันว่าต้องควบคุมอุณหภูมิในการเก็บรักษาสินค้าขณะขนส่งที่ระดับ 14 องศาเซลเซียส และการระบายอากาศ 40 เปอร์เซ็นต์ จำเลยที่ 1ได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์แบบมีเครื่องทำความเย็นให้โจทก์นำไปบรรจุสินค้าวันที่ 30 เมษายน 2541 โจทก์นำตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว ซึ่งโจทก์บรรจุสินค้าทุเรียนเรียบร้อยแล้วนำกลับมาส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ที่ท่าเรือแหลมฉบังวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 นำตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าบรรทุกลงเรือเอ็นวายเค

ซันไรส์ และออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์ โดยระบุว่าจำเลยที่ 1 รับทราบเงื่อนไขการขนส่งที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิที่ 14 องศาเซลเซียส วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 เรือเอ็นวายเค ซันไรส์ เดินทางถึงเมืองท่าเกาซุง ไต้หวัน ปรากฏว่าสินค้าทั้งหมดเน่าและขึ้นรา ผู้ซื้อจึงไม่ยอมรับสินค้า โจทก์ได้ให้บริษัทซีโปร มารีนเซอร์เวเยอร์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด สำรวจความเสียหายพบว่าสินค้าได้รับความเสียหายเนื่องมาจากการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่ถูกต้องในระหว่างการขนส่งส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบสภาพของตู้คอนเทนเนอร์และเครื่องทำความเย็นแล้ว ปรากฏว่าอยู่ในสภาพใช้การได้ดี สามารถตั้งอุณหภูมิให้ลดต่ำถึงลบ 18 องศาเซลเซียส จึงส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์แก่โจทก์โดยตั้งอุณหภูมิภายในตู้ไว้ที่ 14 องศาเซลเซียสวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เวลา 00.50 นาฬิกา

โจทก์นำตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้ากลับมามอบให้จำเลยที่ 1 จากนั้นมีการบรรทุกลงเรือเอ็นวายเคซันไรส์ โดยอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ในวันดังกล่าววัดได้ว่าอยู่ในระหว่าง28 ถึง 30 องศาเซลเซียส คืนนั้นเรือเอ็นวายเค ซันไรส์ ออกเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบังและไปถึงท่าเรือเมืองเกาซุง ไต้หวัน ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2541ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ผู้รับตราส่งเปิดตู้คอนเทนเนอร์พบว่าสินค้าเน่าเสียหายความเสียหายของสินค้าไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างการขนส่ง แต่เกิดจากสภาพของสินค้านั้นเองโดยโจทก์ไม่ได้ลดอุณหภูมิของสินค้าให้ได้ 14 องศาเซลเซียสก่อนบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์สินค้าทุเรียนนี้จึงคายความร้อน

ทำให้อุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์สูงขึ้นในระหว่างการขนส่ง เห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1ตกลงกันให้ควบคุมอุณหภูมิของสินค้าที่ขนส่งไว้ที่ระดับ 14 องศาเซลเซียสจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิของสินค้านี้ให้อยู่ในระดับดังกล่าวตามข้อตกลง สำหรับการควบคุมอุณหภูมิของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่าเมื่อโจทก์ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ปรากฏว่าในวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เวลา 00.50 นาฬิกา มีการเสียบปลั๊กเครื่องทำความเย็นอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์วัดได้ 30 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นในวันดังกล่าวอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ลดลงตามลำดับเป็น 29 และ28 องศาเซลเซียส และมีการถอดปลั๊กออกเมื่อเวลา 19.20 นาฬิกา

ปรากฏตามบันทึกการตรวจสอบอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์เอกสารหมาย ล.13โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความจากนายสุรศักดิ์ อุดมศิลป์ พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในขณะปั้นจั่นยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นบรรทุกบนเรือตู้คอนเทนเนอร์มีอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส ปรากฏตามรายงานการบันทึกอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์บนเรือเอกสารหมาย ล.17 แผ่นที่ 2 สำหรับในวันต่อมาคือวันที่ 2 ถึง 7 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเรือเอ็นวายเค ซันไรส์เดินทางจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทยไปยังท่าเรือเมืองเกาซุง ไต้หวันก็ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.17 แผ่นที่ 2 ดังกล่าวว่า อุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ในแต่ละวันอยู่ที่ระดับ 34, 33, 33, 35, 33 และ 30 องศาเซลเซียสตามลำดับ

แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ให้อยู่ในระดับ 14 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงกับโจทก์แต่อย่างใด การที่ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งอยู่ในระหว่างความดูแลของจำเลยที่ 1มีอุณหภูมิอยู่ในระดับ 30 ถึง 38 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าระดับ 14 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงกว่าหนึ่งเท่าตัว นับว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงมากซึ่งในข้อนี้นายสุรศักดิ์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า อุณหภูมิในระดับ 35 ถึง 38 องศาเซลเซียส สำหรับผลไม้สดถือว่าอุณหภูมิร้อนซึ่งเป็นการอบผลไม้ อาจทำให้ผลไม้สดเสียหายได้ ประกอบกับเมื่อปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายโจทก์ได้ให้บริษัทซีโปรมารีน เซอร์เวเยอร์ แอนด์ คอนซัลแตนท์จำกัด ไปสำรวจความเสียหาย

บริษัทดังกล่าวตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าขึ้นราและเน่าเสียหายและมีความเห็นว่าสินค้าเสียหายเนื่องมาจากการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่ถูกต้องในระหว่างการขนส่งตามรายงานการตรวจสอบเอกสารหมาย จ.8 ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าความเสียหายเกิดจากสภาพของสินค้าเอง โดยโจทก์ไม่ได้ลดอุณหภูมิของสินค้าให้ได้14 องศาเซลเซียส ก่อนบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในระหว่างการขนส่งนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายประเสริฐ งามไสว เจ้าของโรงงานบรรจุทุเรียนเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการส่งออกที่จังหวัดจันทบุรีเบิกความว่า พยานมีประสบการณ์และความชำนาญเกี่ยวกับทุเรียนมา20 ปี เป็นผู้รับบรรจุทุเรียนให้โจทก์ โดยก่อนบรรจุจะใช้ลมเป่าทุเรียนทำความสะอาดแล้วนำไปชุบน้ำยากันเชื้อรา

จากนั้นจะนำไปผึ่งโดยใช้พัดลมขนาดใหญ่หลายเครื่องเป่าให้แห้งซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ลดอุณหภูมิของทุเรียนตามสภาวะอากาศแวดล้อมด้วย และเมื่อบรรจุทุเรียนเข้าตู้คอนเทนเนอร์เปิดเครื่องทำความเย็นแล้วในเบื้องต้นอุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 26 ถึง 30 องศาเซลเซียส แล้วจะลดลงตามลำดับ พยานรับบรรจุทุเรียนเข้าตู้คอนเทนเนอร์มาแล้วนับพันตู้ ก็ไม่เคยมีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนฝ่ายจำเลยนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ตัวแทนของจำเลยที่ 1ดำเนินกิจการและโฆษณาการดำเนินกิจการขนส่งระบบตู้คอนเทนเนอร์รักษาความเย็นตามเอกสารหมาย ล.25 จึงน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับการขนส่งผลไม้สดดี และปรากฏว่าเมื่อรับสินค้าจากโจทก์ จำเลยที่ 1ทราบดีอยู่แล้วว่าสินค้าที่รับขนส่งจากโจทก์เป็นทุเรียนสดซึ่งจะต้องควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 14 องศาเซลเซียสตามข้อตกลง

การที่จำเลยที่ 1ได้รับมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าไว้จากโจทก์ โดยมิได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้งแต่ประการใด ทั้งที่ปรากฏว่าในขณะนั้นตู้คอนเทนเนอร์มีอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียสก็ตาม แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเห็นว่าตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีเครื่องทำความเย็นสามารถปรับอุณหภูมิของสินค้าให้ลดลงมาได้ตามข้อตกลง ดังที่นายสุรศักดิ์พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 1 สามารถตั้งอุณหภูมิได้ถึงลบ 20 องศาเซลเซียส และในกรณีที่นำสินค้าที่มีอุณหภูมิสูงเข้าไปไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งสินค้าดังกล่าวจะมีอุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ในตู้คอนเทนเนอร์นั้น

นอกจากนี้ยังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.17 ว่า จำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์รายอื่นอีก 16 ตู้ โดยมีข้อตกลงการรักษาอุณหภูมิระหว่าง13 ถึง 16 องศา แต่ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 ตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้ก็มีอุณหภูมิสูงระดับ 34 ถึง 38 องศา ทั้งตามข้อนำสืบของจำเลยที่ 1ก็ได้ความว่า สินค้าทุเรียนในตู้คอนเทนเนอร์อื่นที่ขนส่งพร้อมกับสินค้าของโจทก์ได้รับความเสียหายทำนองเดียวกันอีก 15 ตู้ จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่น่าเชื่อว่าสินค้าจะคายความร้อนจนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในระหว่างการขนส่งดังข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

เหตุที่สินค้าตามฟ้องเน่าเสียหายเกิดจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าในระหว่างการขนส่งให้อยู่ในระดับ14 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงในการขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เสียหายและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดข้อนี้โจทก์มีนายกิตติพงษ์ พิสุทธิศรัณย์ กรรมการของโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบพยานเอกสารว่า โจทก์ส่งสินค้าทุเรียนสดไปจำหน่ายแก่บริษัทกลิทเทอร์ เจม เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อที่ไต้หวันในราคาค่าสินค้า 25,800 ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับค่าขนส่ง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯแล้วเป็นราคาขายจำนวน 28,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย

จ.10 คิดคำนวณเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้องที่ 37.63 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงิน 1,083,744 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1ไม่ได้โต้แย้งว่าราคาดังกล่าวไม่ถูกต้องหรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราดังกล่าวคิดเป็นเงินบาทสูงเกินสมควรแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าราคาสินค้าเป็นเงินจำนวนดังกล่าว และเมื่อสินค้าเสียหายทั้งหมดโดยเกิดขึ้นจากปฏิบัติผิดสัญญารับขนของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจริง ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1ไม่เกิน 10,000 บาท เนื่องจากการขนส่งสินค้า 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ถือว่าเป็น 1 หน่วยการขนส่ง นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 มาตรา 59(1)

บัญญัติว่าในกรณีที่มีการรวมของหลายหน่วยการขนส่งเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกัน ไม่ว่าจะมีการใช้ภาชนะขนส่งบรรจุหรือรองรับหรือไม่ก็ตาม ถ้าระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ให้ถือว่าของตามใบตราส่งนั้นมีจำนวนหน่วยการขนส่งตามที่ระบุไว้นั้น แต่ถ้ามิได้ระบุให้ถือว่าของทั้งหมดที่รวมเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันนั้นเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่งและข้อเท็จจริงปรากฏว่าในใบตราส่งสินค้าตามฟ้องเอกสารหมาย จ.6 หรือ ล.4 มีการระบุว่าสินค้าที่ขนส่งเป็นทุเรียนสดจำนวน 1,200 หีบห่อ อันเป็นการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ดังนี้ จึงต้องถือว่าสินค้าที่ขนส่งมีจำนวนหน่วยการขนส่ง 1,200 หน่วย

มิใช่ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เป็น 1 หน่วย การขนส่งดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ และเมื่อคำนวณข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 58 วรรคหนึ่ง แล้วได้เป็นจำนวนข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 12,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการคิดคำนวณตามน้ำหนักสินค้า 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิ 1 กิโลกรัม โดยสินค้ามีน้ำหนักสุทธิ 12,000 กิโลกรัม จึงคิดเป็นเงินเพียง 360,000 บาทต้องถือจำนวนข้อจำกัดความรับผิดจำนวนที่สูงกว่าคือ 12,000,000 บาทตามมาตรา 58 วรรคหนึ่งดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยข้อจำกัดความรับผิดว่ามีเพียง 360,000 บาทไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตามเมื่อราคาสินค้าที่เสียหายมีเพียง 1,083,744 บาทดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นต่ำกว่าจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดไว้ตามมาตรา 58 วรรคหนึ่งดังกล่าวแล้ว จึงต้องถือเอาตามราคาสินค้าที่เสียหายนั้นตามมาตรา 58 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 1,083,744บาท พร้อมดอกเบี้ยในหนี้เงินนี้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เกิดความเสียหายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,163,895 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินจำนวน 1,083,744 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประชา ประสงค์จรรยา · พินิจ เพชรรุ่ง · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15502/2556

ผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลเนื่องจากสินค้าที่ขนส่งสูญหาย เสียหาย หรือมีการส่งมอบชักช้านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งเสมอไป ผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบจึงย่อม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2549

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งอื่น เมื่อเหตุแห่งการเสียหายของสินค้ามิได้เกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมาย จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดในการเสียหายของสินค้าตาม พ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549

แม้ตามใบกำกับสินค้าจะมีข้อความระบุราคาเป็นราคา FOB ก็ตาม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคู่สัญญาว่า ผู้ซื้อไม่ได้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้นำเรือไปรับสินค้าจากผู้ขาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4807/2546

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่งในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งให้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2544

การวินิจฉัยเกี่ยวกับหน่วยการขนส่งจะต้องวินิจฉัยจากใบตราส่งว่าระบุจำนวนลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้อย่างไรการที่ใบตราส่งสินค้าระบุถึงการบรรจุของในตู้คอนเทนเนอร์1 ตู้แต่ก็ระบุว่าสินค้ากระดาษทิชชูของโจทก์บร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้